กลับหน้าแรกเกี่ยวกับมูลนิธิกิจกรรมมูลนิธิแผนที่และการเดินทางเว็บไซต์เกี่ยวข้องส่งข่าวถึงมูลนิธิกระดานข่าว
เกี่ยวกับมูลนิธิ
เครือข่ายพิทักษ์เขาใหญ่
กิจกรรมมูลนิธิ
งานวิจัยกับเขาใหญ่
ข่าวสารจากอุทยาน
ความเป็นมาเขาใหญ่
ภูมิศาสตร์เขาใหญ่
พืชพันธุ์
สัตว์ป่า
ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว
จุดชมธรรมชาติ
เส้นทางเดินป่า
ที่พักบนอุทยานฯ
แผนที่และการเดินทาง
เรื่องเล่าจากเขาใหญ่
กระดานข่าว
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง
ส่งข่าวถึงมูลนิธิ

เพียงสัมผัสบนรายทาง...บทบันทึกจากเส้นทางธรรมชาติ หน้า 3
ศรัณย์ บุญประเสริฐ
อนุสาร อสท. ประจำเดือนสิงหาคม 2540


เส้นทางธรรมชาติที่ดีควรจะมีภูมิประเทศแตกต่างกันหลาย ๆ แบบ มีสังคมพืชหลายประเภทให้พบเห็น รวมทั้งมีตัวอย่างให้คนที่ผ่านทางมาเห็นได้อย่างชัดเจน เช่น มีจุดซึ่งเปิดพอที่จะเห็นโครงสร้างของป่าได้ตั้งแต่ในระดับพื้นล่างจนถึงเรือนยอด หรือหากเนื้อหากล่าวถึงพวกพืชอิงอาศัย (Epiphyte) เช่น เฟิร์นข้าหลวงหลังลาย (Asplenium nidus) เฟิร์นกระแตไต่ไม้ (Drynaria rigidula) เฟิร์นชายผ้าสีดา (Platycerium holtumii) ก็ต้องมีตัวอย่างประเภทต้นไม้ใหญ่ที่มีพืชจำพวกนี้เกาะกันแน่นเต็มไปหมดทั้งต้น จึงจะสร้างความตื่นตา ความน่าอัศจรรย์ใจได้

ใกล้เที่ยงแล้ว ชายหนุ่มนำเด็ก ๆ เดินมาได้ราวครึ่งหนึ่งของเส้นทางธรรมชาติสายนี้ คิดเป็นระยะทางก็แค่ประมาณ ๒ กิโลเมตร แต่หากคิดเป็นเนื้อหาละก็ มันคือประสบการณ์และการสั่งสมความรู้มานานปี กว่าจะกลั่นออกมาเป็นหลักสูตร เป็นเรื่องราวเช่นนี้ได้

มาถึงทางลงเนินแล้ว ข้างหน้าเป็นลาดเนินลงไปสู่ลำธารเล็ก ๆ สายหนึ่ง ไม่มีไม้ใหญ่บดบังสายตาตรงทางลงนี้เลย เขาให้ขบวนเด็ก ๆ หยุดตรงสันเนิน เอาล่ะเราหยุดพักกินข้าวเที่ยงกันตรงนี้ดีกว่า ใครที่รับหน้าที่แบกผ้ายางมา เอาออกมาปูพื้นเลยครับ

แม้จะยังไม่ถึงเที่ยงวันดี แต่ก็จวนเต็มที เขารู้ดีว่าหากเดินลงเนินต่อไป จะหาจุดพักกินข้าวได้ยาก เพราะป่าทึบแน่น อากาศไม่ถ่ายเท ไม่อาจเป็นจุดพักนานได้ ที่บนสันเนินนี้ มีไม้ใหญ่ที่โคนผุ หักโค่นลงไปสู่ลำธาร และได้กวาดเอาไม้เล็กไม้น้อยลงไปด้วย ภูมิประเทศตรงนี้จึงเปิดโล่ง แต่ก็ไม่ร้อน เพราะต้นยางขนาดยักษ์หลายต้นได้แผ่กิ่งใบให้ร่มเงาได้ดีทีเดียว แถมการอยู่บนสันเนินเช่นนี้ ทำให้ได้รับสายลมซึ่งพัดเอื่อย ๆ อยู่ตลอดเวลาอีก

ผ้ายางที่เขาให้เด็ก ๆ เตรียมมา ได้แสดงถึงคุณค่าในตอนนี้เอง ทั้งที่ครั้งแรกไม่ใคร่มีใครอยากแบกนัก แต่เวลานี้ ทุก ๆ คนต่างหันหลังชนกันอยู่บนผ้ายาง ตักข้าวห่อกินอย่างอร่อยลิ้น พอทากถัดตัวขึ้นมาบนผ้ายางก็แลเห็นง่าย ใช้ไม้เขี่ยหรือนิ้วดีดออกไปอย่างสบายใจ

ชายหนุ่มนั่งมองเด็ก ๆ กินข้าวอย่างเงียบ ๆ เขาเองก็กินด้วยเช่นกัน หากแต่แยกออกมานั่งตรงขอนไม้ใกล้ทางลงเนิน ทากที่ยังส่ายหัวไปมาอยู่ในบริเวณนั้น ไม่ทำให้เป็นกังวล เพราะสเปรย์กันยุงสามารถกันทากได้ดีเช่นกัน เขายังสังเกตอีกว่าเวลานี้ดูเหมือนพวกเด็ก ๆ แทบไม่ได้สนใจแล้วว่า มีทากหรือไม่ เพราะเห็นกันชัด ๆ ว่า คนซึ่งฉีดสเปรย์ที่รองเท้า ทากแทบจะไม่เกาะ ที่เกาะก็ไม่สามารถไต่สูงขึ้นมาได้อีก

เอาละ ! ทุกคนอิ่มกันแล้วใช่ไหมครับ ยังไม่ต้องลุกก็ได้ พักกันให้สบายสักครู่ค่อยเดินต่อ

หลังจากอิ่มแล้ว ควรพักกันสักครู่ เขาคิด และจังหวะนี้ก็น่าที่จะเล่าอะไรให้เด็ก ๆ ฟังบ้าง นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่เขาและพรรคพวกวางจุดนี้ไว้เป็นจุดพักกินข้าวบนเส้นทางธรรมชาติสายนี้

น้อง ๆ เห็นไม้ที่ล้มนั่นใช่ไหม โคนมันผุ พอโดนลมเข้ามันก็โค่นลงไป เห็นไหมว่าตรงที่พวกเรานั่งกินข้าวกันนี้จะสว่างกว่าบริเวณอื่น ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นไม้เล็ก ๆ ขึ้นมาทดแทน ตรงไหนที่แดดส่องมากหน่อย ก็เริ่มมีพวกหญ้าขึ้นมาแล้ว การทดแทนในธรรมชาติก็เป็นอย่างนี้เอง แล้วข้างหน้านั่นจะเห็นลักษณะของป่าดิบชื้นอย่างชัดเจน ลองดูให้ทั่วนะ

เด็ก ๆ มองตามที่มือเขาชี้ ชายหนุ่มพูดถึงป่าดิบชื้น โดยเล่าถึงโครงสร้างของป่า ตั้งแต่พื้นดินจนถึงเรือนยอด

จากจุดแรกที่พวกเราหยุดก่อนที่จะเข้าดง ทุกคนคงจำได้นะว่าเราได้เห็นป่าดิบจากระยะไกลแล้ว คราวนี้เราเข้าใกล้จนชิดเลย น้องจะเห็นไม้พื้นล่างของป่าดิบ ถ้าเป็นดิบชื้นอย่างนี้ ก็จะพบพวกหวายขึ้นอยู่มาก แล้วก็พวกข่าป่า ที่เห็นนั่นเขาเรียกว่า ข่าลิง พวกนี้เป็นพันธุ์ไม้ที่ใช้เป็นเครื่องสังเกตสำหรับป่าดิบชื้นได้ ส่วนที่ใบใหญ่ ๆ อย่างกับกะละมังนั่นก็เป็นปอหูช้าง เป็นไม้ระดับกลางที่ต้องการแสงแดดมาก ใบของมันจึงมีขนาดใหญ่ และกิ่งก็จะงอกสลับกัน ทำให้ร่มใบไม่ไปบังกันเอง ส่วนต้นที่ใหญ่เบ้อเริ่มขึ้นเป็นพระประธานอยู่นั่นก็คือต้นยาง ก็ถือว่าเป็นพี่ใหญ่ของป่าดิบชื้น พืชหลาย ๆ อย่างก็ต้องอาศัยพึ่งพิงบารมีของไม้ใหญ่พวกนี้ อย่างที่คบบนนั่น มีกอไม้ที่ใบห้อยลงมาเป็นพวงนั้นเรียกว่ากระแตไต่ไม้ ก็จัดเป็นเฟิร์นชนิดหนึ่ง พวกนี้ไม่ได้ทำร้ายไม้ที่มันเกาะอยู่ เพียงแต่อาศัยเกาะต้นไม้สูงเพื่อให้โดนแสงแดดเท่านั้น และได้ลมช่วยพาสปอร์ของมันไปตกบนไม้ต้นอื่น ๆ นั่นเอง พืชประเภทนี้เรียกรวม ๆ ว่าพืชอิงอาศัย

ส่วนที่ห้อยเป็นสายระโยงระยางอยู่นั่นคงรู้จักกันนะครับ เป็นพวกเถาวัลย์ ซึ่งก็แยกกันไปได้มากมายหลายชนิด พี่เองก็รู้จักไม่หมด แต่ที่ควรจะรู้กันก่อนก็คือ พืชพวกนี้เหมือนกับเป็นโปลิโอ ขาไม่แข็งแรง เถาวัลย์ก็เช่นกัน พวกมันมีลำต้นไม่แข็งแรง เลยพัฒนาลำต้นให้สามารถเกี่ยวพันไม้ใหญ่ขึ้นไปได้ เพื่อจะส่งใบของมันขึ้นไปรับแสงบนยอดไม้ให้ได

้ เห็นไหมครับว่าไม้ในป่านี้มันสัมพันธ์กันหมด บางครั้งก็พึ่งพากัน บางครั้งก็เกื้อกูลกัน แต่บางครั้งก็ทำลายซึ่งกันและกัน แล้วการทำลายกันก็เพื่อเป็นการควบคุมกันโดยธรรมชาตินั่นเอง เหมือนกับไม้ใหญ่ต้นข้างหน้าเราที่ล้มลงนั่นแหละครับมันล้มเพื่อเปิดทางให้ไม้รุ่นใหม่ที่แข็งแรงกว่ามาแทนที่ตัวมัน อีกไม่นานก็กลายเป็นอาหารของเห็ดราไป แล้วย่อยสลายเกิดเป็นอาหารของต้นไม้อื่นต่อไป

หลังจากเด็ก ๆ เก็บอุปกรณ์ และดูจนแน่ใจว่าไม่มีขยะใด ๆ ทิ้งไว้แน่แล้ว ทั้งหมดก็ออกเดินทางต่อ มีร่องรอยสัตว์ป่าหลายชนิดให้พบเห็นอยู่บ้าง ชายหนุ่มชี้ให้เด็ก ๆ ดูรอยกวางลงกินลูกกระบกที่ตกเกลื่อนอยู่โคนต้น หรือรอยหมูป่าฝูงที่พลิกดินขึ้นมาเพื่อหาตัวแมลงและหัวพืชเป็นอาหาร กระทั่งรอยหมีที่ปีนขึ้นไปฉีกเปลือกไม้เพื่อหาน้ำผึ้งโพรงซึ่งอยู่ข้างใน เขาเริ่มรู้สึกว่าเด็ก ๆ ชักสนุกกับการเดินป่า เมื่อได้รู้จักสิ่งต่าง ๆ ในป่า เขาบอกเด็ก ๆ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างในป่ามีความหมาย มีสัญลักษณ์ซ่อนอยู่ ซึ่งเป็นภาษาธรรมชาติ ที่หากสามารถสื่อความหมายกันได้แล้ว การเดินป่าจะเป็นเรื่องสนุก จะได้ความรู้ ยิ่งมีประสบการณ์มาก ก็ยิ่งเข้าใจมาก และยิ่งรู้จักป่ามากขึ้น

นั่นแหละคือปริศนาที่พี่บอกพวกน้องไว้ตั้งแต่ก่อนเข้ามาที่นี่แล้วว่า เข้าป่าต้องเห็นป่า ไม่ใช่เห็นแต่ต้นไม้ มาป่าต้องมองป่า ไม่ใช่มองแต่ต้นไม้

ชายหนุ่มเดินนำหน้า เด็กทั้งหลายเดินตามเป็นแถวยาว สายตาของเขาสอดส่ายไปมา เพื่อมองหารหัสป่าที่น่าสนใจ ตรงโคนไม้ใหญ่ที่พวกเขากำลังจะผ่านไปมีกิ่งไม้เล็ก ๆ ที่ติดใบสดอยู่ด้วยหักหล่นอยู่บนทาง

ชายหนุ่มหยุด เด็กทุกคนหยุดตามเขาหันกลับไปมองหลัง เด็กทุกคนมองหน้าเขาเหมือนจะถามว่า พี่หยุดทำไม เขาชี้ที่กิ่งไม้สดนั้น แล้วเบนนิ้วขึ้นชี้ไปเหนือศีรษะ เด็กทุกคนเงยหน้าขึ้นไปที่ยอดไม้

...เงียบ..ยังไม่มีใครเห็นอะไร แล้วเด็กคนหนึ่งในแถวก็ชี้มือขึ้นไป ตะโกนเสียงลั่นดง

ชะนี! ชะนี! ผมเห็นชะนี ตั้งหลายตัวแน่ะ

พร้อมกันนั้น ยอดไม้เหนือศีรษะก็บังเกิดเสียงสวบสาบ เมื่อชะนีครอบครัวหนึ่ง กระโจนออกไปจากพุ่มเมื่อรู้ตัวว่าพวกมันได้ เสียลับ ถูกคนมองเห็นเสียแล้ว พอโจนไปพ้นสายตาแล้ว เสียงกู่ร้องหากันก็ดังระงม

...วู้ว..วู้ว..วู้ว...

ทีหลัง พอเห็นตัวอะไรก็ขอให้ทุกคนเงียบไว้นะ แล้วค่อย ๆ ทำสัญญาณให้คนอื่นรู้ว่าอยู่ตรงไหน เพื่อน ๆ จะได้เห็นบ้าง

ขอโทษครับ ผมตื่นเต้นไปหน่อย นายคนที่ตะโกนเสียงลั่นดงขอโทษออกมาเสียงอ่อย ๆ

เอาเถอะ ไม่เป็นไรหรอก คราวหน้าอย่าหลงลืมก็แล้วกัน มาดูตรงนี้กันดีกว่า ชายหนุ่มก้มลงหยิบกิ่งไม้สดนั้นขึ้นมาถือไว้

น้อง ๆ จำไว้ให้แม่นนะว่า เข้าป่าต้องหัดสังเกต นี่เป็นกฎข้อแรกที่สำคัญที่สุด กิ่งไม้กิ่งนี้ไม่ได้หักโดยลม ทำไมเรารู้ เพราะมันเล็กเกินไป โดนลมมันก็ลู่ตาม แล้วยังมีรอยฉีกอีก สัตว์อะไรสักอย่างที่ทิ้งกิ่งไม้นี่ลงมา จะต้องมีมือที่จับกิ่งไม้ได้ แล้วเขาก็ส่งกิ่งไม้นั้นให้เด็ก ๆ พิจารณาทีละคน

เอาล่ะครับ เราลองไปดูต้นไม้ที่ชะนีครอบครัวนั้นเกาะอยู่เมื่อครู่ดีกว่า ลองดูที่ลำต้นมันสิครับ เหมือนมีเปลือกไม้หรือเนื้องอกมาหุ้มอยู่ นั่นคือต้นไทรครับ พี่หมายถึงเจ้าเนื้องอกที่หุ้มอยู่นะครับ ส่วนข้างในที่น้องเห็นเปลือกไม้โผล่ออกมานั่นคือต้นไม้ที่ไทรอาศัยเกาะอยู่ ไทรนี่เป็นพืชพิสดาร บางทีพวกพี่จะเรียกว่านักฆ่าแห่งพงไพร ไทรตามป่านี่เป็นไทรพันเพราะมันต้องอาศัยไม้อื่นเกาะพันขึ้นไป ที่เห็นเหมือนต้นนี่ความจริงเป็นรากของมันครับ ส่วนลำต้นจริง ๆ จะอยู่บนคบไม้ เพราะมันต้องการแสงแดดมาก เมื่อได้แสงแดดดี ไทรจะโตอย่างรวดเร็ว รากพวกนี้ก็จะเลื้อยมาคลุมแล้วพันรัดต้นไม้ที่มันเกาะอยู่จนแน่น ขนาดที่ไม่สามารถดูดน้ำและอาหารได้ทีเดียว พอนานไปต้นไม้ที่ไทรอาศัยเกาะพันก็จะเฉาตาย เพราะถูกไทรแย่งอาหารและแสง พอตายแล้วก็จะผุสลายกลายเป็นอาหารของไทรไป ส่วนเจ้าไทรนั้นก็มักอยู่ต่อได้ไม่นานครับ พอไม่มีไม้ให้มันเกาะพิง เมื่อมีลมพายุพัดมาก็มักหักโค่นไป แต่มันก็ได้ออกลูกหลานไปมากแล้วแหละ พวกทำป่าไม้เกลียดต้นไทรนัก ถึงขนาดต้องมีคนงานคอยตรวจดูว่ามีไทรขึ้นเกาะตามไม้ที่เขาจะตัดหรือเปล่า หากพบเข้าก็จะฟันทิ้งจนหมด ไม่ปล่อยให้ได้โตต่อไปหรอก

ก็ถูกแล้วนี่ครับ เพราะไทรเป็นต้นไม้ไม่ดี ทำให้ไม้อื่น ๆ ตาย เราต้องไม่มองอะไรด้านเดียวครับ สิ่งที่มีโทษมหันต์ ก็ย่อมมีคุณอนันต์ครับ ไทรก็เช่นกัน เพราะระหว่างที่มีชีวิต ไทรจะมีลูกดกมาก ลูกไทรเป็นอาหารสำคัญของสัตว์ป่าตั้งหลายชนิด อย่างนกต่าง ๆ โดยเฉพาะนกเงือกนี่ แทบจะกินลูกไทรเป็นอาหารหลักก็ว่าได้ นอกนั้นก็มีชะนี อย่างที่เพิ่งเห็นไป พวกอีเห็น หมีขอ กวาง เก้ง ลิง พวกนี้ล้วนกินลูกไทรเป็นอาหารเช่นกัน ก็ถือว่ามันได้ทำคุณไถ่โทษไปแล้ว ธรรมชาติมีเหตุผลเสมอในการออกแบบสิ่งมีชีวิตให้มาถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ต่างชีวิตก็มีหน้าที่แตกต่างกันไปในระบบนิเวศ พวกที่ปรับตัวไม่ได้ก็ต้องสูญพันธุ์ไป จนเมื่อเกิดมีคนเข้าไปเกี่ยวข้อง และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว จนธรรมชาติเองก็ปรับตัวไม่ทัน ก็เลยเกิดปัญหาขึ้นอย่างที่เห็น ๆ กันอยู่ไงล่ะ

พูดถึงเรื่องนี้แล้วชายหนุ่มก็อดที่จะถอนใจไม่ได้ ก็เพราะเหตุนั้นแหละ ถึงต้องมีการอบรมเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้มีความเข้าใจธรรมชาติอย่างถ่องแท้ ถึงต้องมีการพูดถึงเรื่องการสื่อความหมายธรรมชาติ ถึงต้องมีการเที่ยวแบบอีโคทัวริสม์ รวมถึงการทำเส้นทางธรรมชาติในป่าอนุรักษ์ต่าง ๆ

ชายหนุ่มอดนึกถึงเส้นทางธรรมชาติ ที่เขาเคยเห็นในต่างประเทศบางแห่งไม่ได้ แน่นอนว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ แต่อย่างน้อยเขาก็อยากเห็นการผลักดันเรื่องนี้ ด้วยความเข้าใจ ความตั้งใจ และความจริงใจเพื่อให้การสื่อความหมายธรรมชาติในประเทศไทยเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา

เขาฝันถึงการมีบอร์ดสื่อความหมายธรรมชาติ ที่แสดงถึงการฟื้นตัวของป่า (Succession) ตั้งอยู่ตรงรอยต่อระหว่างทุ่งหญ้ากับป่าดิบที่เขาเพิ่งนำเด็กเดินมา หรือบอร์ดอธิบายถึงเรื่องอีโคโทน (Eco-Tone) อยู่ตรงระหว่างป่าดิบชื้นกับป่าดิบเขา รวมทั้งบอร์ดอธิบายโครงสร้างป่าดิบชื้น แสดงไว้ตรงจุดพักกินข้าว

แน่นอนว่าการทำบอร์ดสื่อความหมายธรรมชาติบนสภาพป่าอย่างเขาใหญ่อาจไม่ได้ผลนัก เพราะช้างป่าต้องมารื้อพังบอร์ดเหล่านี้ลงอย่างแน่นอน แต่กับที่อื่น ๆ อาจมีความเหมาะสมกว่าก็เป็นได้

หรืออาจจัดทำเป็นคู่มือสื่อความหมายธรรมชาติ ในรูปเล่มที่กะทัดรัด พกพาสะดวก และมีป้ายอยู่ตามเส้นทางว่า ขณะนี้นักท่องเที่ยวได้เดินทางมาถึงจุดไหน ธรรมชาติตรงนั้นเป็นอย่างไร มีอะไรบ้าง คู่มือการสื่อความหมายธรรมชาติ คงไม่ใช่คู่มือเดินป่า ที่บอกว่ามีเส้นทางกี่เส้น เข้าทางไหน ออกทางไหน ระยะทางเท่าไร ใช้เวลากี่ชั่วโมง

แน่ละ คู่มือสื่อความหมายธรรมชาติ ต้องใช้เวลาในการรวบรวม ต้องใช้ความรู้ และประสบการณ์ไม่น้อย จึงจะสำเร็จได้อย่างสมบูรณ์ แต่อย่างน้อยก็น่าจะมีการเริ่มต้น และควรได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง

หรือมิเช่นนั้นหนทางสุดท้ายที่เขาเห็นอยู่ในเวลานี้ก็คือ การพยายามสร้างนักสื่อความหมายธรรมชาติขึ้นมา ให้ได้ทั้งปริมาณและคุณภาพ ซึ่งก็คงยากยิ่งไม่แพ้กัน สักวันหนึ่ง ในอีกห้าปี สิบปีข้างหน้า เด็ก ๆที่มาเดินป่ากับเขาในวันนี้ อาจมีสักคนที่เติบโตขึ้นเป็นนักสื่อความหมายธรรมชาติ เช่นเดียวกับเขาและเพื่อน ๆ ก็ได้

เอาล่ะพักกันตรงนี้ก่อนครับ อีกเดี๋ยวเราก็จะออกถนนใหญ่แล้ว เดินต่ออีกหน่อยก็ถึงที่ทำการฯ หวังว่าพวกน้อง ๆ คงไม่เหนื่อยเกินไปนะครับ วันนี้เราเดินกันประมาณสี่กิโลเมตรครึ่ง ก็ไม่ใกล้ไม่ไกลเกินไปนะ มาถึงตอนนี้มีใครอยากถามอะไรหรือเปล่า เกี่ยวกับเส้นทางที่เดินผ่านมา เด็กทุกคนเงียบ รอให้เขาพูดต่อ

โอเคครับ หากไม่มีใครมีคำถาม พี่มีคำพูดสุดท้ายอยากฝากน้อง ๆ ทุกคนไว้นะครับ จำไว้ว่าธรรมชาติมีเหตุผลเสมอ ไม่มีชีวิตใดที่เกิดมาอย่างไร้เหตุผล ปราศจากหน้าที่ คนเราเองก็เช่นกัน พวกน้องได้มาเดินป่าในวันนี้ และคงมีโอกาสอีกในวันหน้า ขอให้น้อง ๆ เห็นถึงเหตุและปัจจัยที่ส่งผลให้ธรรมชาติเป็นอย่างที่เราเห็นอยู่ตรงหน้า ไม่มีอะไรอยู่อย่างโดดเดี่ยว การสัมผัสสิ่งหนึ่ง ย่อมกระทบถึงอีกสิ่งอย่างเลี่ยงไม่ได้ เหมือนกับคำว่า เด็ดดอกไม้ กระทบถึงดวงดาวนั่นแหละ

เขาจบคำพูดพร้อมกับเอื้อมมือไปรับกระติกน้ำที่เด็กคนหนึ่งส่งมาให้ หลังจากดื่มเข้าไปอึกใหญ่ก็ส่งคืนเจ้าของ รอยยิ้มแทนคำขอบใจ เจ้าของกระติกยิ้มรับ พร้อมกับมองไปรอบ ๆ ตัว

มาถึงตอนนี้ไม่มีเด็กคนไหนหวาดกลัวจนต้องคอยจ้องแต่พื้นดินเหมือนตอนแรก ๆ แล้ว บางคนกำลังจ้องดูกอเฟิร์นข้าหลวงหลังลายบนคบไม้อย่างจริงจัง บ้างก็ล้วงเอาแว่นขยายอันจิ๋ว ๆ ที่ติดกับมีดพับออกมาส่องดูไลเคนที่เปลือกต้นไม้อย่างสนอกสนใจ

เด็กน้อยเงยหน้ามองพญาไม้ที่สูงจนคอตั้งบ่าต้นนั้น ชายหนุ่มมองตาม แลเห็นแสงสว่างของท้องฟ้าที่ส่องลอดม่านใบไม้ลงมา เป็นจุดพราวราวดวงดาวยามค่ำคืน เขายิ้ม

... อย่างไรเสีย เดินป่าวันนี้ก็คงไม่ไร้เปล่า

..........ชายหนุ่มบอกกับตัวเองอยู่ในใจ

 

เพียงสัมผัสบนรายทาง...บทบันทึกจากเส้นทางธรรมชาติ หน้า [ 1 ] [ 2 ] [ 3 ]

กลับสารบัญ เรื่องเล่าจากเขาใหญ่


คู่มือเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

เราเรียนรู้ธรรมชาติ ก็เพื่อที่จะได้รู้ถึงถิ่นที่มาของชีวิต รู้ว่า หากปราศจากธรรมชาติ ชีวิตก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ คู่มือเล่มนี้นับเป็นบทเริ่มต้นสำหรับการเรียนรู้ศึกษาธรรมชาติ และใช้ชีวิตร่วมกันอย่างกลมกลืน รายละเอียด คลิกที่นี่


 

มูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
มูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เลขที่ 84 อาคารรัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท ์ถ.อู่ทองนอก เขตดุสิต กรุงเทพฯ 0-2628-5226-7 ต่อ111, โทร 0-2628-5379, โทรสาร 0-2628-5499, 10300

84 Geneal Prem Tinsulanonda Statesman Builiding, U Thong Nok Road, Dusit, Bangkok 10300
e-mail: evergreen@khaoyai.org