![]() |
|
|
ศรัณย์ บุญประเสริฐ อนุสาร อสท. ประจำเดือนสิงหาคม 2540 เด็กน้อยเงยหน้ามองพญาไม้ที่สูงจนคอตั้งบ่าต้นนั้น หูยังคงฟังเสียงอธิบายจาก พี่ป่าไม้ที่พาเขาและเพื่อน ๆ เริ่มต้นเดินมาจากที่ทำการอุทยานฯ ความหวาดกลัว ทาก ...สัตว์เลื้อยคลานตัวเล็ก ที่เริ่มจู่โจมดูดเลือดพวกเขามาตั้งแต่เริ่มเข้าดงดูเหมือนจะลดลงไปมาก เมื่อความสนใจในขณะนี้ของเขา จับจ้องอยู่ที่ความอัศจรรย์ของธรรมชาติซึ่งอยู่เบื้องหน้า พี่ป่าไม้บอกเขาว่าภาพที่เห็นนั้นไม่ใช่เพียงแค่ต้นไม้ใหญ่อย่างเดียว พญาไม้นั้นแทงเรือนยอดสูงขึ้นไปไม่ต่ำกว่า ๓๐ เมตร ใต้ร่มเงาคือกอหวายมากมายหลายกอ ตามผิวเปลือกแลเห็นมอสจับเป็นพืด บนคาคบก็เป็นที่เกาะของกล้วยไม้และเฟิร์นหลากชนิด เด็กน้อยเพิ่งเข้าใจว่า ต้นไม้เพียงหนึ่งต้น อาจอธิบายถึงสังคมพืชในป่าใหญ่ได้ครอบคลุมทีเดียว เด็กน้อยคนนั้นก็คงเหมือนกับผู้คนอีกมากมายที่เคยขึ้นมาเที่ยวบนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และในหมู่คนมากมายนั้น มีไม่น้อยเลยที่มาได้รับประสบการณ์ป่าครั้งแรกที่นี่ เขาใหญ่จึงไม่เพียงเป็นป่าใหญ่ใกล้เมืองเท่านั้น หากยังเป็นเสมือนห้องเรียนขนาดใหญ่ ซึ่งสอนมนุษย์ให้มีความรู้ ความเข้าใจในธรรมชาติ ...และนั่นก็เป็นหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งของพื้นที่ซึ่งเรียกว่า อุทยานแห่งชาติ แม้กระนั้น คนมากมายที่มาเที่ยวป่าก็อาจไม่เห็นป่า นอกจากเพียงต้นไม้มากมายซึ่งขึ้นรกเรื้อไร้ระเบียบ กับฝูงสัตว์ร้ายที่คอยทำอันตรายมนุษย์อยู่ร่ำไป ทั้งสัตว์เล็กระดับทาก ไปจนถึงตัวใหญ่ขนาดช้าง ...แต่หากเราลองหยุดมองต้นไม้แม้เพียงสักต้น มองอย่างลึกซึ้งและใคร่ครวญ ไม่เพียงจะได้เห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าเท่านั้น แต่มันอาจเป็นประตูนำเราล่วงลึกเข้าสู่ป่าใหญ่ซึ่งอยู่เบื้องหลังได้ ...การสร้างกลไกให้ผู้ที่มาท่องเที่ยวได้เข้าใจความหมายและนัยของธรรมชาติกลายเป็นเรื่องสำคัญ การตีฆ้องร้องป่าวด้วยกลไกต่าง ๆ ให้ผู้คนหันมาท่องเที่ยวในแหล่งธรรมชาติ มิเพียงไม่จำเป็นในยุคสมัยปัจจุบันที่ผู้คนเบื่อหน่ายกับป่าคอนกรีต หากบางครั้งกลับกลายเป็นสิ่งไม่ถูกไม่ควรขึ้นมาได้ ...ยิ่งในโมงยามที่คำว่า อีโคทัวริสซึ่ม (Eco-Tourism) เป็นศัพท์ที่ขายดิบขายดีด้วยแล้ว กลับยิ่งน่าห่วงใยมากขึ้น ยุคนี้จึงเป็นสมัยที่ผ่านพ้นการกระตุ้นให้คนเที่ยวป่า หากถึงเวลาที่จะรณรงค์ให้มาสัมผัสพงไพรอย่างใกล้ชิดและเข้าใจ คำว่า การสื่อความหมายธรรมชาติ (Nature Interpretation) กลายเป็นศัพท์ใหม่ในแวดวงคนรักป่า และหนึ่งในจำนวนคนรักป่าก็คือชายหนุ่มที่เด็ก ๆ ต่างเรียกเขาว่า พี่ป่าไม้ ทั้งที่ความจริงแล้ว เขามิได้เป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้สักหน่อย หากความรักธรรมชาติที่ถูกปลูกฝังมาแต่เยาว์วัย ทำให้วันนี้เขาเข้ามาเป็นอาสาสมัครในการอบรมเยาวชนเพื่อสิ่งแวดล้อมบนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่นี้ แต่ก็ไม่แปลกอะไร ที่เด็ก ๆ ต่างพากันเรียกเขาว่าพี่ป่าไม้ ในเมื่อสมัยเด็กครั้งที่เขาเพิ่งริเที่ยวป่าใหม่ ๆ ก็ยังเคยเรียกพนัก-งานป่าไม้ที่มานำทางพวกเขาว่า พี่พราน เช่นกัน วันเวลาที่ผ่านเลย ทำให้คนเราเข้าใจสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น วันเวลาทำให้เขาเลิกการเที่ยวป่าแบบ ผู้พิชิตพงไพรและขุนเขา วันนี้ชายหนุ่มกลับภูมิใจในการที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมงาน นักสื่อความหมายธรรมชาติ แดดยามสายยังไม่ร้อนแรงเท่าใดนักเมื่อชายหนุ่มนำเด็ก ๆ เดินมาถึงอ่างเก็บน้ำมอสิงโต เขารู้ดีว่ากว่าจะถึงขอบดงดิบ เด็ก ๆ จะต้องเดินฝ่าความร้อนของป่ารุ่นสองที่ไม่ใคร่มีร่มเงานัก และยิ่งแดดกล้ามากกว่านี้ ทุกคนก็จะเหนื่อยจนขาดสมาธิที่จะสนใจธรรมชาติรอบข้าง แม้กระนั้นเขาก็จะต้องไม่ละเลยต่อเส้นทางช่วงนี้ เพราะเป็นบริเวณที่สำคัญซึ่งคนทั่วไปมักผ่านเลย น้อง ๆ หันไปมองทางตะวันออกนะครับ ภูเขาที่เห็นอยู่ข้างหน้าคือเขาร่มกับเขาเขียว เห็นไหมครับว่ามีแต่ต้นไม้ใหญ่แน่นทึบไปหมด ต่ำลงมาตรงเชิงเขาจะเห็นว่า ป่ามันไม่ได้มีแต่ไม้ใหญ่อย่างเดียว ดูจากพื้นขึ้นไปจะเห็นว่าชั้นล่างจะเป็นไม้พุ่มหรือพวกหวาย ที่เห็นคล้าย ๆ ใบมะพร้าวนั่นแหละครับ ถัดขึ้นมาก็เป็นไม้ระดับกลาง สูงสุดก็คือไม้ใหญ่ที่พยายามดันเรือนยอดให้สูงกว่าต้นอื่น ๆ ที่เห็นลำต้นขาว ๆ นั้นก็เป็นพวกไม้ยางครับ ป่าก็มีระดับชั้นเพราะไม้แต่ละต้นแต่ละชนิด ต้องการแสงแดดไม่เท่ากัน เขาเริ่มต้นเล่าเมื่อพาเด็ก ๆ ลัดเลาะมาตามพุ่มเอนอ้า จนมาถึงลาดเขาที่เปิดโล่งมองเห็นทิวทัศน์ได้เป็นมุมกว้าง ชายหนุ่มคิดว่านักสื่อความหมายธรรมชาติจะต้องหลีกเลี่ยงการบรรยายและการใช้ภาษาศัพท์แสงแบบวิชาการให้มากที่สุด นักสื่อความหมายฯ จะต้องเป็นนักเล่าเรื่อง แน่นอนว่าเรื่องที่เล่าก็ต้องถูกตามหลักวิชา หากแต่การใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย และการ อุปมาอุปไมยสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้ากับชีวิตจริงของมนุษย์จะทำให้เด็กสนุก และจดจำได้มากกว่า รอบ ๆ ตัวพวกเขาขณะนี้ เป็นดงเอนอ้า (Melastoma normale) ชายหนุ่มคุยให้เด็ก ๆ ฟังถึงไม้ชนิดนี้ เอนอ้านี่บางทีก็เรียกว่า อ้าหลวง เป็นไม้ที่ชอบขึ้นบนดินทรายที่มีการระบายน้ำดี เอนอ้านี้เป็นไม้เบิกนำชนิดหนึ่ง คือป่านี่ไม่ต้องไปปลูกหรอก เพราะปลูกอย่างไรก็ไม่เป็นธรรมชาติขึ้นมาได้ แต่ธรรมชาติเขาจะสร้างป่าทดแทนขึ้นมาเอง จากทุ่งหญ้าเปลี่ยนแปลงไปเป็นป่ารุ่นสอง แล้วจึงขึ้นไปเป็นป่าดิบ ขั้นตอนพวกนี้จะต้องมีไม้เบิกนำอย่างเอนอ้านี่ บุกเบิกเข้ามาแย่งพื้นที่กับพวกหญ้าก่อน ไม้พวกนี้จะให้ร่ม เมื่อไม่มีแดด หญ้าก็จะตายไปเอง ไม้เบิกนำนอกจากจะเป็นผู้แย่งที่ดินกลับคืนมาแล้ว ยังช่วยสร้างดินใหม่ให้กับไม้ป่าต่อไปด้วย เดี๋ยวเราจะไปดูกัน จากดงเอนอ้า พวกเขาเดินต่อไปข้างหน้าไม่นานก็พบว่า ต้นไม้เริ่มสูงและมีร่มเงามากขึ้น แม้ว่าโปร่งพอที่แดดจะส่องลงมาได้ก็ตามบริเวณนี้เป็นดงติ้วป่า ซึ่งก็เป็นไม้เบิกนำต่อจากเอนอ้าเช่นกัน เขาไม่ได้ใช้เวลาในช่วงนี้มากนักเพราะแดดเริ่มทวีความร้อนขึ้น เพียงแต่คุยถึงบทบาทของไม้เบิกนำแต่ละขั้นว่า กว่าจะเป็นป่าใหญ่อย่างที่เห็นในปัจจุบันนั้น ต้องผ่านการทำงานของพืชแต่ละชั้นเป็นขั้นเป็นตอน จากป่าหญ้าคามาเป็นดงสาบเสือ กลายเป็นไม้พุ่มอย่างเอนอ้า จนมาถึงไม้ต้นอย่างพวกติ้วป่าและไม้ตระกูลปอ จึงจะกลายเป็นป่าดงดิบได้ และจากแนวถนนมาจนถึงที่นี่ พวกเด็ก ๆ ได้เห็นสังคมพืชหลายประเภท ซึ่งเริ่มจากไม่ซับซ้อนมากนัก ค่อย ๆ เพิ่มความหลากหลายของพืชพรรณมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเข้าใกล้ดงใหญ่ที่แท้จริง
เพียงสัมผัสบนรายทาง...บทบันทึกจากเส้นทางธรรมชาติ หน้า [ 1 ] [ 2 ] [ 3 ] กลับสารบัญ เรื่องเล่าจากเขาใหญ่ |
คู่มือเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ เราเรียนรู้ธรรมชาติ ก็เพื่อที่จะได้รู้ถึงถิ่นที่มาของชีวิต รู้ว่า หากปราศจากธรรมชาติ ชีวิตก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ คู่มือเล่มนี้นับเป็นบทเริ่มต้นสำหรับการเรียนรู้ศึกษาธรรมชาติ และใช้ชีวิตร่วมกันอย่างกลมกลืน รายละเอียด คลิกที่นี่ |
มูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
มูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เลขที่ 84 อาคารรัฐบุรุษ
พลเอกเปรม ติณสูลานนท ์ถ.อู่ทองนอก เขตดุสิต กรุงเทพฯ 0-2628-5226-7 ต่อ111,
โทร 0-2628-5379, โทรสาร 0-2628-5499, 10300
84 Geneal Prem Tinsulanonda Statesman Builiding, U Thong Nok
Road, Dusit, Bangkok 10300
e-mail: evergreen@khaoyai.org