![]() |
|
|
บุญส่ง เลขะกุล อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ 2518 ข้าพเจ้ายืนดูพรานพวกนั้นตัดกิ่งไม้ใบไม้มาปูรองไว้ตามบนพื้นดิน เพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อเปื้อนทราย ในขณะที่พวกนั้นกำลังชุลมุนเตรียมจะลงมือแล่ลูกช้างนี้เอง ข้าพเจ้าได้ยินเสียงไม้หักเผาะผะมาจากข้างหน้า พวกพราน 3-4 คนนั้นได้ยินเสียงแล้วก็รู้ว่าเป็นเสียงอะไร กระซิบบอกกันว่า "ช้างโว้ยช้าง" แล้วก็ปรี่คว้าปืนวิ่งไปแอบต้นไม้ใหญ่ๆ ซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลออกไป ข้าพเจ้าเองก็รีบวิ่งไปแอบโคนต้นยางใหญ่อีกต้นหนึ่ง ไม่ช้าข้าพเจ้าก็เห็นช้างใหญ่แต่ไม่มีงาตัวหนึ่งเดินโผล่ป่าทึบออกมา มันเป็นช้างตัวเมียหรือช้างพัง ชะรอยจะเป็นแม่ของลูกช้างน้อยนั่นเอง ข้าพเจ้าเห็นมันยกงวงขึ้นสูดกลิ่นคล้ายจะหากลิ่นว่าลูกมันอยู่ทางไหน และค่อยๆ เดินใกล้เข้ามากๆ พอมันมาถึงร่างลูกของมัน มันส่งเสียงดังเบาๆ ภายในลำคอมัน "ฮอๆ ฮ่อ" คล้ายกับจะรำพึงอยู่ในใจว่า "ลูกของแม่ ทำไมมานอนเฉยอยู่อย่างนี้ ทำไมไม่วิ่งหนีตามโขลงไปกับแม่เล่า ทำให้แม่นี้ลำบากลำบนต้องย้อนทางกลับมาตามหา" แล้วมันก็ทำเสียงออกทางปลายงวงดัง "แปร๊ด" เบาๆ 2-3 ที แล้วเอาปลายงวงไปจับงวงลูกของมัน คล้ายกับจะปลุกลูกน้อยของมันว่า "ลูกรัก ลุกขึ้นซีลูก ลุกไปกับแม่ ลูกมานอนนิ่งเฉยอยู่ทำไมเล่า" เมื่อมันเห็นงวงของลูกนิ่งเฉย มันก็ปล่อยงวงของลูกลง แล้วเอางวงมาจับตามตัวและขาของลูก จับดึงให้เขยื้อนไปมา แต่ลูกของมันก็ไม่ลุกขึ้นมาอย่างเคย มันเอางวงดุนไปและดันมา ลูกก็ยังเฉย มันจนปัญญาขึ้นมา มันก็ก้มหัวลงเอางวงของมันโอบรอบตัวลูก แล้วก็ยกลูกขึ้นหมายจะพาร่างของลูกน้อยหนีตามโขลงต่อไป" "ปัง ปัง ปัง" เสียงพรานพวกนั้นยิงสนั่น ข้าพเจ้าเห็นแม่ช้างนั้นเซและล้มลง ร่างลูกรักของมันก็หลุดร่วงลงจากงวง ข้าพเจ้าได้ยินเสียงแม่ช้างมันร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ข้าพเจ้าเห็นเลือดของมันไหลสาดออกมาจากแผลปืนบนหัวของมัน แล้วไหลเลอะลงมาทางลำงวงของมัน ข้าพเจ้าเห็นมันกระสับกระส่าย แล้วเอาหน้ายันร่างอันใหญ่ให้ลุกขึ้นมาจากพื้นดิน แล้วก็ค่อยๆ เดินเซแซ่ดแซ่ดห่างออกไป "ปัง" เสียงพรานพวกนั้นยิงซ้ำอีกนัดหนึ่ง ถูกลูกปืนนัดหลังนี้ มันเซจะล้มลงอีก แต่ก็อุตส่าห์ยันร่างก้าวหนีสวบสาบผวัะผะลับหายกลับเข้าในดงอีก ไม่ช้าก็เงียบเสียง "อีช้างระยำ อีช้างอัปรีย์ ยังเสือกตามกลับมาหาลูกให้มันยุ่งอีก" พรานคนหนึ่งออกมาจากที่ที่ไปแอบอยู่ แล้วพูดขึ้นด้วยความตื่นเต้น "หนอย อวดดี จะมาพาลูกหนีไปอีก จวนจะได้ทำเนื้อเค็มอีกตัวหนึ่ง" อีกคนว่า "ถ้าจะถูกเจ็บมาก ตามไปดูมันหน่อยไหม เผื่อจะได้ทำเค็มอีกตัวหนึ่ง" อีกคนหนึ่งว่า "อย่าเลยเว้ย เพียงแต่ลูกของมันก็จะหาบลงไปไม่ไหวแล้ว จะทำเค็มแม่มันอีก หรือมึงทำไหวก็ตามไป กูไม่ไปหรอก" อีกคนค้าน แต่แล้วก็ไม่มีใครกล้าไปตาม เพราะกลัวว่า เมื่อช้างถูกเจ็บแล้วเช่นนั้น มันอาจกลายเป็นช้างร้ายถึงเป็นอันตรายกันได้ ข้าพเจ้าเห็นความรักของแม่ช้าง ซึ่งยอมเสี่ยงชีวิตมาพาลูกหนีแล้วก็แสนเศร้า ไม่มีความรักอันใดแล้วในโลกนี้ ที่จะบริสุทธิ์ไปกว่าความรักของแม่ พวกพรานเหล่านั้นต่างพากันออกจากที่ซ่อน คุยโม้ถึงฤทธิ์ปืนของตนและอะไรๆ กันอย่างเอ็ดตะโร แล้วก็ช่วยกันจะแล่ลูกช้างน้อยนั้น กำลังชุลมุนกันอยู่ได้ไม่ช้า ก็พอดีได้ยินเสียง "แปร๋น" ลั่นขึ้นอย่างหูดับตับไหม้ ข้าพเจ้าเหลียวไปดูจึงเห็นช้างนั่น มันค่อยกลับเข้ามาตั้งเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ข้าพเจ้าเห็นแม่ช้างนั่นวิ่งเข้าใส่ฝูงคนซึ่งกำลังจะแล่ลูกของมัน ข้าพเจ้าเห็นคนเหล่านั้นเผ่นหนีกันกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง ข้าพเจ้ารีบเผ่นกลับเข้ามาหลบอาศัยอยู่ที่โคนต้นยางต้นเดิม เหลียวกลับไปดูแม่ช้างผู้น่าสงสารซึ่งกำลังบ้าเลือด ข้าพเจ้าเห็นเลือดของมันไหลออกมาจากแผลจนเต็มหน้าไหลเลอะมาตามงวง ข้าพเจ้าเห็นกระแสเลือดอันแดงสดไหลพุ่งออกมาที่สีข้าง ข้าพเจ้าเห็นมันยืนคร่อมร่างลูกของมันอยู่อย่างโซซัดโซเซ มันทำท่าจะพิฆาตคนใจอำมหิตเหล่านั้นต่อไปอีก แต่มันหมดแรงมันหมดกำลัง ข้าพเจ้าเห็นมันยืนโซซัดโซเซอยู่อีกประเดี๋ยวเดียวก็ได้ยินเสียงปืนดัง "ปัง ปัง" มาจากทางที่พวกพรานนั้นหนีไปอีกสองนัด แล้วร่างอันใหญ่ก็ล้มครืนลงเคียงข้างทับร่างของลูกน้อยของมันที่นั่นเอง นี่เป็นเรื่องจริงที่ข้าพเจ้าได้ไปเห็นมาด้วยตนเอง นึกขึ้นมาถึงเรื่องนี้แล้วก็ยังรู้สึกเศร้าแสนเศร้าอยู่จนทุกวันนี้ ความจริงช้างป่านั้นกฎหมายคุ้มครองไม่ให้ใครยิงใครฆ่า แต่กฎหมายซึ่งไม่มีใครเอาใจใส่จริงจังโดยเฉพาะแล้ว กฎหมายนั้นจะมีประโยชน์อันใด ช้างป่าถูกยิงเอางามาขายกันในท้องตลาดจนจะหาช้างที่มีงายาวออกจากปากสักคืบสักศอกก็ยังยาก แต่มาสมัยทุกวันนี้ ช้างป่ากลับเผชิญเข้ากับอันตราย และความวินาศอย่างใหญ่หลวงจากมนุษย์ปลายพุทธศตวรรษที่ 25 ช้างป่ากำลังถูกยิงถูกล่าเพื่อเอาเนื้อมาทำเนื้อเค็มขายเป็นเนื้อควายเค็มแทบทุกป่า น่าอนาถ น่าสงสารชะตากรรมของเหล่าช้างป่าซึ่งเป็นของคู่บ้านคู่เมือง น่าสลดใจเมื่อนึกถึงภยันตรายของเหล่าช้างป่าซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของชาติไทย และเคยถูกเทิดทูนขึ้นไปเป็นเครื่องหมายธงประจำชาติ แต่บัดนี้กลับกลายมาเป็นสัตว์สำหรับฆ่ามาทำเนื้อเค็มขายเสียแล้ว นี้เป็นผลของการมี พ.ร.บ. ชนิดที่ไม่มีใครเขาเอาใจใส่จริงจัง หันมานึกถึง พ.ร.บ. คุ้มครองสัตว์ป่าซึ่งประชาชนกำลังร้องขอจากรัฐบาลแล้ว ก็พากันวิตกว่า พ.ร.บ. นั้น ถ้าหากไม่มีงบประมาณรักษา พ.ร.บ. บ้างตามสมควรแล้ว พ.ร.บ. จะมีผลดีตามความประสงค์ละหรือ สัตว์ป่าเป็นทรัพยากรของธรรมชาติมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ในสมัยยุคหิน สัตว์ป่าเป็นอาหารท้องอันจำเป็นสำหรับมนุษย์ แต่ในสมัยที่คนเราถึงซึ่งความเจริญแล้ว เรารู้จักเลี้ยงสัตว์ไว้เป็นอาหาร เรารู้จักสงวนสัตว์ป่าซึ่งมีเหลือน้อยลงนั้นไว้เป็นอาหารหูอาหารตาอาหารสมอง เป็นความเพลิดเพลินเจริญหูเจริญตาของผู้ที่ได้พบเห็น เราสงวนสัตว์ป่าไว้เพื่อรักษาความสมดุลของธรรมชาติ เรารักเราเสียดายและเราอยากสงวนสัตว์ป่าอันเป็นมรดกของชาติไม่ให้สูญสิ้นหมดพันธุ์ไป รักษามันไว้ให้ลูกหลานของคนไทยสมัยต่อๆ ไปได้พบได้เห็นกันบ้าง พ.ร.บ. คุ้มครองสัตว์ป่านี้เมื่อประกาศออกใช้เมื่อไรแล้ว เราจะได้จัดที่ๆ ไม่ใคร่เป็นประโยชน์แก่การเพาะปลูกให้เป็นแหล่งสัตว์คือที่อยู่อาศัยของเหล่าสัตว์ป่า ไม่ให้คนเข้าไปรบกวน แล้วเราจะมีอุทยานฯ อยู่โดยรอบสำหรับให้ประชาชนได้นั่งรถยนต์ท่องเที่ยวเข้าไปชมเหล่าสัตว์ป่า เหล่าสัตว์ป่าเมื่อไม่ถูกยิงถูกฆ่า ไม่ถูกรบกวนอยู่หลายๆ ปีเข้า ก็จะลดความดุร้าย และหายตื่นเต้น และเชื่องช้าเข้าทุกที มันจะหากินหญ้ากินใบไม้ไปเรื่อยๆ ตามประสาของมัน ปล่อยให้คนขับรถลดเลี้ยวไปชมมันโดยไม่ตื่นกลัว นี่แหละเป็นความเพลิดเพลินเจริญหูเจริญตาของประชาชนชาวไทยในอนาคต ขอให้พวกเราประชาชนชาวไทย จงพร้อมใจกันขอร้องรัฐบาลให้มี พ.ร.บ. คุ้มครองสัตว์ป่า และจัดให้มีแหล่งสัตว์แหล่งอุทยานแห่งชาติขึ้นเป็นเสมือนหนึ่งมฤคทายวันของพระพุทธเจ้าเพื่อเป็นพุทธบูชา แด่พระพุทธศาสนาของเราด้วยเถิด บุญส่ง เลขะกุล เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "ธรรมชาตินานาสัตว์" ของ สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ เมื่อประมาณ 30 กว่าปีก่อนโน้น เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า
ช้างเนื้อเค็ม หน้า [ 1 ] [ 2 ] กลับสารบัญ เรื่องเล่าจากเขาใหญ่ |
คู่มือเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ เราเรียนรู้ธรรมชาติ ก็เพื่อที่จะได้รู้ถึงถิ่นที่มาของชีวิต รู้ว่า หากปราศจากธรรมชาติ ชีวิตก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ คู่มือเล่มนี้นับเป็นบทเริ่มต้นสำหรับการเรียนรู้ศึกษาธรรมชาติ และใช้ชีวิตร่วมกันอย่างกลมกลืน รายละเอียด คลิกที่นี่ |
มูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
มูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เลขที่ 84 อาคารรัฐบุรุษ
พลเอกเปรม ติณสูลานนท ์ถ.อู่ทองนอก เขตดุสิต กรุงเทพฯ 0-2628-5226-7 ต่อ111,
โทร 0-2628-5379, โทรสาร 0-2628-5499, 10300
84 Geneal Prem Tinsulanonda Statesman Builiding, U Thong Nok
Road, Dusit, Bangkok 10300
e-mail: evergreen@khaoyai.org