![]() |
|
|
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ประเมินพื้นที่เสี่ยง และสร้างแผนที่แสดงพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า ประเมินผลกระทบของไฟป่า ที่มีต่อสังคมพืช และที่อยู่ของสัตว์ป่า ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดยใช้เทคนิคการซ้อนทับของชั้นข้อมูลในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ซึ่งพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ทางสิ่งแวดล้อม ที่มีอิทธิพลต่อการเกิดไฟป่าในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ได้แก่ 1. ปัจจัยทางด้านสภาพภูมิประเทศ ประกอบด้วย ข้อมูลระดับความสูงของพื้นที่ ความลาดชัน ทิศด้านลาด และระยะห่างจากแหล่งน้ำ 2. ปัจจัยทางด้านสภาพภูมิอากาศ ประกอบด้วย ข้อมูลอุณหภูมิเฉลี่ย ความชื้นสัมพัทธ์ ปริมาณฝน และความเร็วลม 3. ปัจจัยทางด้านพืชพรรณ ประกอบด้วย ข้อมูลชนิดของป่า ความชื้นของเชื้อเพลิง และความชื้นของดิน 4. ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมมนุษย์ ประกอบด้วย ข้อมูลระยะห่างจากเส้นทางคมนาคม ระยะห่างจากสถานที่ราชการ ระยะห่างจากสถานที่ท่องเที่ยว และระยะห่างจากที่ตั้งชุมชน โดยใช้ข้อมูลการเกิดไฟป่าในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จากปี พ.ศ. 2543 - 2545 เป็นเกณฑ์ แล้วนำปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่พิจารณา มาทำการซ้อนทับกับชั้นข้อมูลการเกิดไฟป่าช่วงปี พ.ศ. 2543 - 2545 ทีละปัจจัย ก็จะได้ความสัมพันธ์ระหว่าง ปัจจัยต่าง ๆ กับพื้นที่เกิดไฟป่า ซึ่งจากความสัมพันธ์ที่ได้ จะทำให้ทราบพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าในระดับต่าง ๆ ได้ตามต้องการ แล้วนำเสนออกมาเป็นแผนที่แสดงพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าทั้ง 3 ระดับ ผลการศึกษา พบว่า พื้นที่ศึกษามีพื้นที่ทั้งหมด 2,190.093 ตารางกิโลเมตร ได้เกิด ไฟป่าครอบคลุมพื้นที่ 38.557 ตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 1.761 ของพื้นที่และ จากการประเมินผลกระทบของการเกิดไฟป่า ที่มีต่อสังคมพืช พบว่า ไฟป่าไม่มีผลกระทบในระดับสูง กับสังคมพืช ส่วนผลกระทบของไฟป่าที่มีต่อที่อยู่ของสัตว์ป่านั้น พบว่า สัตว์ที่ได้รับผลกระทบสูงสุด คือ กวาง หมูป่า และเสือโคร่ง เนื่องจากกวางและหมูป่าจะหากินอยู่ตามทุ่งหญ้าทั่วไป ซึ่งพื้นที่ป่าหญ้าเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าในระดับสูง สรุปผลการวิจัย ผลที่ได้จากการประเมินพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ สามารถสรุปได้ตามวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1. การประเมิน และทำแผนที่แสดงพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จากผลการวิเคราะห์ เพื่อ ประเมินหาพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า โดยอาศัยข้อมูลปัจจัยด้านต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลต่อการเกิดไฟป่า ร่วมกับการใช้โปรแกรมทางระบบสารสนเทศ - ภูมิศาสตร์ ในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ในรูปของแผนที่ แสดงพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า ระดับต่าง ๆ ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งสามารถสรุปได้ ดังนี้ 1.1 จากการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของพื้นที่ที่เกิดไฟป่า กับปัจจัยต่าง ๆ ที่พิจารณา อันได้แก่ ปัจจัยทางด้านสภาพภูมิประเทศ เช่น ระดับความสูงของพื้นที่ ความลาดชัน ทิศด้านลาด และระยะห่างจากแหล่งน้ำ ปัจจัยทางด้านสภาพภูมิอากาศ เช่น อุณหภูมิเฉลี่ย ความชื้นสัมพัทธ์ ปริมาณฝน และความเร็วลม ปัจจัยทางด้านพืชพรรณ เช่น ชนิดของป่า ความชื้นของเชื้อเพลิง และความชื้นของดิน ปัจจัยทางด้านที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของมนุษย์ เช่น ระยะห่างจากเส้นทางคมนาคม ระยะห่างจากสถานที่ราชการ ระยะห่างจากสถานที่ท่องเที่ยว และระยะห่างจากที่ตั้งชุมชน สรุปได้ว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิดไฟป่าในระดับสูง ได้แก่ ชนิดของป่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดไฟป่าในระดับปานกลาง ได้แก่ ความเร็วลม ความชื้นของเชื้อเพลิง ความชื้นของดิน ระยะห่างจากสถานที่ราชการ ระยะห่างจากสถานที่ท่องเที่ยว ระยะห่างจากที่ตั้งชุมชน ส่วนปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิดไฟป่าในระดับต่ำสุด ได้แก่ ระดับความสูง ความลาดชัน ทิศด้านลาด ระยะห่างจากแหล่งน้ำ อุณหภูมิเฉลี่ย ความชื้น- สัมพัทธ์ ปริมาณฝน และระยะห่างจากเส้นทางคมนาคม 1. 2 จากผลการศึกษาของทุกปัจจัยในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ สามารถแบ่งพื้นที่ออกเป็นระดับความเสี่ยงได้ 3 ระดับ คือ พื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ พื้นที่ที่มีความเสี่ยงปานกลาง และพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ตามลำดับ ซึ่งพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำจะเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของพื้นที่ พื้นที่ที่มีความเสี่ยงในระดับปานกลาง จะอยู่บริเวณขอบด้านล่าง และต่อเนื่องขึ้นไปที่ขอบบนด้านซ้ายของพื้นที่ และพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง จะกระจายตัวเป็นพื้นที่เล็ก ๆ อยู่ในบริเวณของพื้นที่เสี่ยงปานกลาง ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตจังหวัดปราจีนบุรี รูปแบบการกระจายตัวของพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า ได้แสดงในภาพที่ 54 หน้า 1 3 3 เมื่อจัดลำดับความเสี่ยงของพื้นที่ตามเขตการปกครองแล้ว สามารถแสดงรายละเอียดได้ตาม ตารางที่ 37 หน้า 116 สรุปได้ว่า จังหวัดปราจีนบุรี เป็นจังหวัดที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าสูงที่สุด รองลงมา คือ จังหวัดนครนายก จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดสระบุรี ตามลำดับ 2 . การประเมินผลกระทบของการเกิดไฟป่าที่มีต่อสังคมพืช และที่อยู่ของสัตว์ป่า 2 . 1 การประเมินผลกระทบของการเกิดไฟป่าที่มีต่อสังคมพืช เป็นการนำชั้นข้อมูลพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าในระดับต่าง ๆ มาซ้อนทับกับชั้นข้อมูลของสังคมพืช ซึ่งส่วนมากพืชเหล่านี้จะอยู่ในพื้นที่ของป่าดิบเขาเกือบทั้งหมด ซึ่งได้แสดงรายละเอียดที่ภาคผนวก ข รายชื่อพันธุ์ไม้หายาก จากตารางสรุปผลการวิเคราะห์ คือ ตารางที่ 3 8 และ 3 9 หน้า 134 สรุปได้ว่า การเกิดไฟป่าในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ไม่มีผลกระทบต่อสังคมพืชในระดับสูง แต่จะมีผลกระทบในระดับปานกลาง และต่ำ เท่านั้น 2 .2 การประเมินผลกระทบของการเกิดไฟป่าที่มีต่อที่อยู่ของสัตว์ป่า ลักษณะการวิเคราะห์ จะทำในลักษณะเดียวกันกับสังคมพืช โดยที่สัตว์ แต่ละชนิดจะมีลักษณะการหากินที่แตกต่างกัน ซึ่งเมื่อสรุปจากตารางผลการวิเคราะห์ที่ 40 หน้า1 37 พบว่า สัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากการเกิดไฟป่าสูงสุด คือ กวาง หมูป่า และเสือ เนื่องจากสัตว์ทั้งสามชนิดนี้ จะหากินในลักษณะที่คล้ายกัน คือ กวางกับหมูป่า จะหากินตามทุ่งหญ้าและริมถนน ส่วนเสือก็จะตามล่ากวางและสัตว์อื่น ๆ ในทุ่งหญ้า จึงเกิดผลกระทบในลักษณะที่คล้าย ๆ กัน และสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากการเกิดไฟป่าต่ำที่สุด คือ ค้างคาว เนื่องจาก กลุ่มของค้างคาวจะอาศัยอยู่ในถ้ำเขาลูกช้าง ที่ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้กับศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าในระดับต่ำ อภิปรายผล จากการประเมินพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าในเขตอุทยานแห่งชาติ พบว่า ทุกปัจจัยที่นำมาพิจารณา ล้วนเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการเกิดไฟป่า และมีอิทธิพลต่อการเกิดไฟป่าทั้งสิ้น โดยที่ทุกปัจจัยจะมีความสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิดไฟป่าในระดับสูง ปานกลาง และต่ำ สามารถจำแนกได้ ดังนี้ 1. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิดไฟป่าในระดับสูง ชนิดของป่า เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิดไฟป่าสูงสุด ซึ่งพิจารณาได้จากค่า CV เฉลี่ย ในตารางที่ 33 หน้า 109 และเนื่องจากผลการวิจัยครั้งนี้ พบว่า การเกิดไฟป่าในพื้นที่ป่าแต่ละประเภท ตามที่ได้แสดงไว้ในตารางที่ 26 หน้า 102 คือ การเกิดไฟป่าจะเกิดในพื้นที่ที่มีค่าความชื้นต่ำก่อนเสมอ ซึ่งสามารถจัดลำดับได้ ดังนี้ ป่าหญ้า ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้น และป่าดิบเขา ซึ่งผลที่ได้นี้จะสอดคล้องกับงานวิจัยของ กรกนก วชิโรภาสนันท์ ( 2542 : 76) ซึ่งสรุปไว้ว่า พื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าสูง จะเป็นพื้นที่ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง โดยมีเชื้อเพลิงหลัก คือ หญ้า และใบไม้แห้ง 2. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิดไฟป่าในระดับปานกลาง ได้แก่ ความเร็วลม ความชื้นของเชื้อเพลิง ความชื้นของดิน ระยะห่างจากสถานที่ราชการ ระยะห่างจากสถานที่ท่องเที่ยว และระยะห่างจากที่ตั้งชุมชน 2.1 ความเร็วลม มีอิทธิพลต่อการเกิดไฟป่าในหลายด้าน เช่น ทำให้เชื้อเพลิงแห้งอย่างรวดเร็ว กำหนดทิศทางการลุกลามของไฟป่าในพื้นที่โล่งลมจะมีอิทธิพลต่อการลุกลามของไฟป่ามากขึ้น ความเร็วลมจะมีค่ามากในตอนกลางวัน และจะน้อยลงในตอนกลางคืน เนื่องจาก ลมภูเขาจะพัดขึ้นภูเขาในตอนกลางวัน ส่วนในเวลากลางคืนลมจะพัดลงเขา จึงทำให้ไฟป่ามักจะเกิดตอนกลางวัน ซึ่งหลักการนี้จะสอดคล้องกับผลที่ได้ กล่าวคือ พื้นที่เกิดไฟป่ามาก จะมีความเร็วลมมาก และพื้นที่เกิดไฟป่าน้อย จะมีความเร็วลมน้อย ตามตารางที่ 25 หน้า 101 2.2 ความชื้นของเชื้อเพลิง มีอิทธิพลต่อการติดไฟ และการลุกลามของไฟ ถ้าเชื้อเพลิงมีความชื้นสูง ก็จะติดไฟได้ยาก แต่ถ้าเชื้อเพลิงมีความชื้นต่ำ ก็จะมีโอกาสติดไฟและลุกลามได้ง่าย จากทฤษฎีด้านไฟป่า ระบุว่า ถ้าเชื้อเพลิงมีความชื้นต่ำกว่าร้อยละ 5 ไฟที่ไหม้ลุกลามบนเชื้อเพลิงนั้น ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเพลิงขนาดใหญ่หรือเล็กก็จะมีอัตราการลุกลามเท่ากัน แต่ถ้าเชื้อเพลิงมีความชื้นระหว่างร้อยละ 5 - 15 ไฟที่ไหม้เชื้อเพลิงขนาดเล็กจะมีอัตราการลุกลามที่เร็วกว่าไฟที่ไหม้บนเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ แต่ถ้าความชื้นของเชื้อเพลิงมี มากกว่า ร้อยละ 15 ถ้าไฟที่ลุกไหม้บนเชื้อเพลิงนั้นมีขนาดใหญ่ ก็จะลุกลามไปได้ แต่ถ้าเป็นไฟที่มีขนาดเล็กก็จะดับลงได้ด้วยตัวเอง ซึ่งผลการทดลองตามตารางที่ 27 หน้า 103 พบว่า ในพื้นที่ที่มีความชื้นต่ำจะเกิดไฟป่าได้สูงสุด 2.3 ความชื้นของดิน เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความชื้นของเชื้อเพลิง กล่าวคือ เมื่อดินมีค่าความชื้นสูง เชื้อเพลิงก็จะมีค่าความชื้นสูงตาม จึงมีผลในการต่อต้านความสามารถในการติดไฟของเชื้อเพลิงและในการช่วยลดความรุนแรงของไฟป่าได้ ซึ่งป่าแต่ละชนิด จะมีลักษณะของความชื้นของดินที่แตกต่างกัน จากการศึกษา พบว่า ความชื้นของดินในป่าชนิดต่าง ๆ สามารถจัดเรียงตามลำดับความชื้นน้อยไปหามาก ดังนี้ ป่าหญ้า ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้น และป่าดิบเขา ซึ่งจากผลการวิจัยครั้งนี้ จะสอดคล้องตามทฤษฎี คือ ในพื้นที่ที่มีความชื้นของดินต่ำที่สุด จะเป็นพื้นที่ที่เกิดไฟป่าสูงสุด และในทางตรงข้าม พื้นที่ที่มีความชื้นในดินสูงสุด จะเป็นพื้นที่ที่เกิดไฟป่าต่ำที่สุด 2.4 ระยะห่างจากสถานที่ราชการ ปัจจัยนี้ เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมมนุษย์ เนื่องจากที่ตั้งของสถานที่ราชการจะตั้งอยู่ในเขตอุทยานฯ ดังนั้น จึงมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าได้สูง อาจเนื่องจากความประมาท ฯลฯ ซึ่งไฟป่าอาจเกิดจากเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานนั้น ๆ เป็นต้นเหตุก็ได้ แต่จากผลการศึกษา พบว่า พื้นที่เกิดไฟป่า จะเรียงลำดับของความรุนแรงไปตามระยะห่างจากสถานที่ราชการ คือ ถ้าระยะห่างจากสถานที่ราชการน้อย ก็จะมีพื้นที่เกิดไฟป่าน้อย และระยะห่างจากสถานที่ราชการมากก็จะมีพื้นที่เกิดไฟป่ามาก ตามผลที่ได้ในตารางที่ 30 หน้า 106 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานราชการ มีการตรวจตรา ดูแลเอาใจใส่ในพื้นที่เป็นอย่างดี จึงมีการเกิดไฟป่าน้อย 2.5 ระยะห่างจากสถานที่ท่องเที่ยว เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญ เนื่องจาก นักท่องเที่ยวที่เข้าไปตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ในพื้นที่อุทยานฯ มักมีการพักแรม หรือมีกิจกรรมต่าง ๆ ที่อาจก่อให้เกิดไฟป่าได้ เช่น การหุงหาอาหารในป่า และการเล่นรอบกองไฟ การสูบบุหรี่ เป็นต้น แต่จากผลการศึกษา พบว่า พื้นที่เกิดไฟป่า จะเรียงลำดับของความรุนแรงไปตามระยะห่างจากสถานที่ท่องเที่ยว คือ เมื่อระยะห่างจากสถานที่ท่องเที่ยวน้อย ก็จะมีพื้นที่เกิดไฟป่าน้อย แต่เมื่อระยะห่างจากสถานที่ท่องเที่ยวมากขึ้น พื้นที่เกิดไฟป่าก็จะมากขึ้นตามไปด้วย ตามผลที่ได้ในตารางที่ 31 หน้า 107 ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีความรับผิดชอบ ต่อสถานที่ท่องเที่ยวเป็นอย่างดี จึงเกิดไฟป่าในพื้นที่ของสถานที่ท่องเที่ยวน้อย 2.6 ระยะห่างจากที่ตั้งชุมชน เป็นปัจจัยที่สำคัญปัจจัยหนึ่ง เนื่องจากชุมชนที่อยู่รอบ ๆ พื้นที่อุทยานฯ มักจะมีอาชีพที่ต้องเกี่ยวข้องกับพื้นที่อุทยานฯ ทำให้ต้องเข้าไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่ของอุทยานฯ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการเกิดไฟป่าในอุทยานฯ เช่น อาชีพหาของป่า ล่าสัตว์ ฯลฯ ซึ่งในอาชีพเหล่านี้อาจเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์จึงเป็นต้นเหตุของการเกิดไฟป่า เช่น เผาป่าเพื่อเร่งให้เกิดเห็ดชนิดต่าง ๆ แล้วเข้าไปเก็บมาจำหน่าย เผาป่าเพื่อล่าสัตว์ เมื่อสัตว์หนีไฟออกมาก็สามารถดักจับได้โดยง่าย ฯลฯ แต่จากผลการศึกษา พบว่า พื้นที่เกิดไฟป่า จะเรียงลำดับของความรุนแรงไปตามระยะห่างจากที่ตั้งชุมชน คือ เมื่อระยะห่างจากที่ตั้งชุมชนน้อย ก็จะมีพื้นที่เกิดไฟป่าน้อย แต่เมื่อระยะห่างจากที่ตั้งชุมชนมากขึ้น พื้นที่เกิดไฟป่าก็จะมากขึ้นตามไปด้วย ตามผลที่ได้ในตารางที่ 32 หน้า 108 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ชุมชนรอบพื้นที่อุทยานฯ มีความรับผิดชอบต่อพื้นที่อุทยานฯ เป็นอย่างดี 3. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิดไฟป่าในระดับต่ำ ได้แก่ ระดับความสูงของพื้นที่ ความลาดชัน ทิศด้านลาด ระยะห่างจากแหล่งน้ำ อุณหภูมิเฉลี่ย ความชื้นสัมพัทธ์ ปริมาณฝน และระยะห่างจากเส้นทางคมนาคม 3.1 ระดับความสูงของพื้นที่ เนื่องจากในพื้นที่ที่มีความสูงจะมีอุณหภูมิที่ต่ำลง ตามกฎ Normal lapse rate ด้วยอัตรา -6.4 C? ต่อทุก ๆ ความสูง 1,000 เมตร จากผลการศึกษา พบว่า ในพื้นที่สูงเกินกว่า 1,000 เมตร จะไม่เกิดไฟป่า ในขณะที่พื้นที่ที่มีระดับความสูงน้อย ๆ จะมีการเกิดไฟป่าได้มากที่สุด ตามผลการศึกษา ที่ได้แสดงไว้ในตารางที่ 18 หน้า 94 3.2 ความลาดชัน มีอิทธิพลต่อทิศทาง และความรุนแรงของไฟป่า ไฟป่าที่ลุกลามขึ้นพื้นที่ชัน จะมีอัตราการลุกลามที่เร็ว และรุนแรงกว่าไฟป่าที่ลุกลามไปตามพื้นราบ เนื่องจากมีการส่งผ่านความร้อนผ่านอากาศขึ้นไปด้านบน ทำให้เชื้อเพลิงด้านบน แห้งและมีอุณหภูมิสูงขึ้น จึงติดไฟได้อย่างรวดเร็ว จากผลการวิจัยครั้งนี้ ที่ตาราง 19 หน้า 95 พบว่า ในพื้นที่ที่มีความลาดชันน้อยที่สุด ( น้อยกว่า ร้อยละ 8) เกิดไฟป่าสูงสุด ถึงแม้จะขัดกับหลักการดังกล่าว แต่ก็ สอดคล้องกับงานวิจัยของ ชินปัญญ์ ปลั่งศิริ (2543 ) ที่ได้สรุปไว้ว่า ในพื้นที่ที่มีความชันน้อย จะเกิดไฟป่าได้มากกว่าพื้นที่ที่มีความชันมาก ที่เป็นเช่นนี้อาจเนื่องมาจาก ในพื้นที่ที่มีความชันมากของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่นั้น มักเป็นพื้นที่ภูเขาสูง จึงมีอุณหภูมิค่อนข้างต่ำ มีลมพัดผ่านได้น้อยเนื่องจากเป็นพื้นที่ป่าทึบ มีความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูงเนื่องจากมีพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์ จึงทำให้เกิดไฟป่าได้น้อย ส่วนในพื้นที่ราบ จะเกิดไฟป่าได้มากกว่าเนื่องจาก มีลมพัดผ่านด้วยความเร็วสูงกว่า อากาศและเชื้อเพลิงแห้งมากกว่า เนื่องจากพื้นที่ได้รับแสงอาทิตย์มากกว่าพื้นที่สูงชัน และมักเป็นพื้นที่ที่ใกล้ที่ตั้งชุมชน กล่าวคือ มักเป็นพื้นที่บริเวณขอบเขตของอุทยานฯ 3.3 ทิศด้านลาด เนื่องจากทิศด้านลาดเป็นตัวบอกว่า พื้นผิวนั้น ๆ หันไปในทิศทางใด ซึ่งมีผลทำให้พื้นที่ได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์ได้ไม่เท่ากัน จากการศึกษา ตามตารางที่ 20 หน้า 96 พบว่า พื้นผิวที่หันไปทางด้านทิศใต้ และทิศตะวันตกเฉียงใต้ จะมีโอกาสเกิดไฟป่าได้สูงสุด ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎี ไฟป่า คือ พื้นที่ลาดชันที่หันไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้จะรับแสงอาทิตย์ในเวลากลางวันทำให้พื้นที่มีความแห้งแล้งกว่าพื้นที่ในทิศด้านลาด อื่น ๆ เชื้อเพลิงจึงแห้ง และติดไฟได้ง่ายกว่าพื้นที่ในทิศด้านลาดอื่น ๆ 3.4 ระยะห่างจากแหล่งน้ำ เป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความชุ่มชื้นในพื้นที่ เนื่องจาก พื้นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ จะเป็นพื้นที่ที่มีความชุ่มชื้นสูง จึงน่าจะมีโอกาสเกิดไฟป่าได้น้อย และในพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลแหล่งน้ำมาก จะมีความชุ่มชื้นน้อย จึงน่าจะมีโอกาสเกิดไฟป่าได้สูง แต่จากผลการศึกษา ดังแสดงในตารางที่ 21 หน้า 97 พบว่า พื้นที่ใกล้แหล่งน้ำน้อยกว่า 100 เมตร มีพื้นที่เกิดไฟป่าน้อยที่สุด แต่พื้นที่ห่างจากแหล่งน้ำช่วง 100 300 เมตร มีพื้นที่เกิดไฟป่าสูงสุด และที่ระยะห่างออกไปจะมีพื้นที่เกิดไฟป่าที่ใกล้เคียงกัน อาจเนื่องมาจาก แหล่งน้ำจะมีผลต่อความชุ่มชื้นในดินในระยะ 100 เมตร ทั้งสองฟากฝั่งของลำน้ำ 3.5 อุณหภูมิเฉลี่ย เป็นปัจจัยที่ตรงข้ามกับความชื้นสัมพัทธ์ เนื่องจาก อุณหภูมิสูง ในอากาศจะมีความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ แต่ถ้าในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิต่ำ ในอากาศก็จะมีความชื้นสัมพัทธ์สูง ซึ่งจะมีผลต่อการเกิดไฟป่าได้ จากผลการศึกษา พบว่า พื้นที่เกิดไฟป่าทั้งหมดจะเกิดในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิช่วง 20 30 องศาเซลเซียส ตามผลที่ได้แสดงไว้ในตารางที่ 22 หน้า 98 เนื่องจาก ข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยาที่ได้มานั้น เป็นข้อมูลเฉลี่ยตลอดระยะเวลา 30 ปี จึงได้ค่าที่ไม่ตรงช่วงฤดูไฟป่า อีกทั้งข้อมูลด้านอุณหภูมิที่ได้มานั้นเป็นข้อมูลในระดับประเทศ จึงทำให้ เส้นชั้นอุณหภูมิเท่า พาดผ่านพื้นที่เพียงค่าเดียวเท่านั้น เนื่องจากพื้นที่ของอุทยานฯ จะมีขนาดเล็กมาก เมื่อเทียบกับพื้นที่ของประเทศไทย 3.6 ความชื้นสัมพัทธ์ เป็นปัจจัยที่เป็นปฏิภาคผกผันกับอุณหภูมิ ถ้าอุณหภูมิ สูง เชื้อเพลิงจะมีความชื้นต่ำ จึงทำให้การเกิดไฟป่าเป็นไปได้ง่าย และมีโอกาสลุกลามของไฟได้มาก แต่ถ้าอุณหภูมิต่ำ ความชื้นสัมพัทธ์จะสูง ทำให้เชื้อเพลิงติดไฟได้ยาก และมีการลุกลามของไฟเป็นไปอย่างช้า ๆ ซึ่งในพื้นที่ที่เป็นทุ่งหญ้า เชื้อเพลิงส่วนใหญ่จะเป็นเชื้อเพลิงเบา ซึ่งความชื้นสัมพัทธ์จะเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความรุนแรงของไฟได้มากถึง ร้อยละ 82.98 ศิริ อัคคะอัคร ( 2543 : 11) แต่จากผลการศึกษา พบว่า ไม่เป็นไปตามทฤษฎี คือ ในพื้นที่ที่มีความชื้นสัมพัทธ์น้อยกว่า ร้อยละ 30 จะไม่เกิดไฟป่า ในขณะที่พื้นที่ที่มีความชื้นสูง มากกว่า ร้อยละ 70 จะเกิดไฟป่าสูงสุด ครอบคลุมพื้นที่ 25.425 ตารางกิโลเมตร ตามตารางที่ 23 หน้า 98 ที่เป็นเช่นนี้ อาจเนื่องมาจาก ข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยา ที่ใช้ในการศึกษานั้น ได้จากการหาเป็นค่าเฉลี่ยตลอดระยะเวลา 30 ปี ซึ่งไม่ใช่ค่าในช่วงฤดูไฟป่า จึงส่งผลให้ผิดเพี้ยนไปจากทฤษฎีได้ 3.7 ปริมาณฝน จากผลการศึกษา พบว่า ไฟป่าจะเกิดมากในพื้นที่ที่มีปริมาณ ฝนมาก และเกิดไฟป่าน้อยในพื้นที่ที่มีปริมาณฝนน้อย ซึ่งค้านกับความเป็นจริง แต่ เนื่องจาก ข้อมูลด้านปริมาณฝน ไม่ได้เลือกเอาเฉพาะในช่วงฤดูไฟป่า แต่ใช้ค่าเฉลี่ยตลอดระยะเวลา 30 ปี จึงอาจทำให้ค่าที่ได้ผิดพลาดไป แต่ในทางกลับกัน เมื่อพื้นที่ที่ได้รับปริมาณฝนมากก็จะมีความชุ่มชื้นมาก ทำให้พืชพรรณเจริญเติบโตได้ดี แต่เมื่อพ้นฤดูฝนไป พืชพรรณเหล่านั้นก็จะแปรสภาพไปเป็น เชื้อเพลิงที่มีปริมาณมากตามไปด้วย ดังนั้น เมื่อเกิดไฟป่า จึงเกิดในปริมาณมาก 3.8 ระยะห่าง จากเส้นทางคมนาคม เป็นปัจจัยที่เกี่ยวพันกับกิจกรรมของ มนุษย์ เนื่องจาก มนุษย์อาจเป็นต้นเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดไฟป่าได้ ทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจก็ตาม ซึ่งในการเดินทางเพื่อไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์นั้น จำเป็นต้องเดินทางไปตามเส้นทางคมนาคมเสมอ เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านยานพาหนะ ดังนั้น ถ้าสาเหตุของการเกิดไฟป่าเกิดจากมนุษย์แล้ว จุดที่เกิดไฟป่ามักจะอยู่ไม่ไกลจากพื้นที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมมนุษย์ อย่างแน่นอน เช่น ระยะห่างจากสถานที่ท่องเที่ยว ระยะห่างจากสถานที่ราชการ ระยะห่างจากเส้นทางคมนาคม และระยะห่างจากที่ตั้งชุมชน ซึ่งจากผลการศึกษา พบว่า ระยะห่างจากเส้นทางการคมนาคมน้อยกว่า 500 เมตร จะมีพื้นที่เกิดไฟป่ามากเป็นอันดับสอง รองจากพื้นที่ห่างจากเส้นทางคมนาคมมากกว่า 2,000 เมตร ซึ่งพื้นที่เหล่านี้มักอยู่บริเวณริมขอบเขตของพื้นที่อุทยานฯ ซึ่งมักอยู่ใกล้กับที่ตั้งชุมชนรอบ ๆ อุทยานฯ นั่นเอง กลับสารบัญ งานวิจัยกับเขาใหญ่ |
คู่มือเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ เราเรียนรู้ธรรมชาติ ก็เพื่อที่จะได้รู้ถึงถิ่นที่มาของชีวิต รู้ว่า หากปราศจากธรรมชาติ ชีวิตก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ คู่มือเล่มนี้นับเป็นบทเริ่มต้นสำหรับการเรียนรู้ศึกษาธรรมชาติ และใช้ชีวิตร่วมกันอย่างกลมกลืน รายละเอียด คลิกที่นี่ |
มูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
มูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
เลขที่ 84 อาคารรัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท ์ถ.อู่ทองนอก เขตดุสิต กรุงเทพฯ
0-2628-5226-7 ต่อ111, โทร 0-2628-5379, โทรสาร 0-2628-5499, 10300
84 Geneal Prem Tinsulanonda Statesman Builiding, U Thong Nok
Road, Dusit, Bangkok 10300
e-mail: evergreen@khaoyai.org