กลับหน้าแรกเกี่ยวกับมูลนิธิกิจกรรมมูลนิธิแผนที่และการเดินทางเว็บไซต์เกี่ยวข้องส่งข่าวถึงมูลนิธิกระดานข่าว
เกี่ยวกับมูลนิธิ
เครือข่ายพิทักษ์เขาใหญ่
กิจกรรมมูลนิธิ
งานวิจัยกับเขาใหญ่
ข่าวสารจากอุทยาน
ความเป็นมาเขาใหญ่
ภูมิศาสตร์เขาใหญ่
พืชพันธุ์
สัตว์ป่า
ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว
จุดชมธรรมชาติ
เส้นทางเดินป่า
ที่พักบนอุทยานฯ
แผนที่และการเดินทาง
เรื่องเล่าจากเขาใหญ่
กระดานข่าว
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง
ส่งข่าวถึงมูลนิธิ

อาณาจักรกลางป่าอนาคตของอุทยานแห่งชาติ


สะดวกคนทำลายป่า
อุทยานแห่งชาติ คือ รูปแบบการจัดการพื้นที่อนุรักษ์ ที่เคยเป็นคำตอบ ของการแก้ปัญหา การลดลงอย่างต่อเนื่อง ของพื้นที่ป่าในประเทศไทย หลังยุคสัมปทาน แต่ปัจจุบัน อุทยานหลายแห่ง กลายเป็นปัญหา ของการอนุรักษ์โดยตัวของมันเอง ชุติมา ซุ้นเจริญ เสนอสถานการณ์ ของอุทยานแห่งชาติ ก่อนก้าวสู่ ทศวรรษใหม่
ถนนคอนกรีตพาคาราวานนักท่องเที่ยวไปตามแนวเทือกเขาดงพญาเย็น ซึ่งเคยอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพรรณพืชและสัตว์ป่า ตลอดระยะทางประมาณ 46 กิโลเมตรจากด่านเนินหอม ถึงด่านศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ เส้นทางรถยนต์ลากทับลงบนเส้นทางเดินของสัตว์ป่า ตัดแบ่งป่าธรรมชาติผืนใหญ่ให้กลายเป็นป่าสองข้างทาง ช้างหลงทาง, ลิงเสียนิสัย กลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งบนถนนสายนี้ เศษอาหารจากนักท่องเที่ยว แลกกับสัญชาตญาณและชีวิตของพวกมัน เป็นภาพเจนตาของคนที่ผ่านไปมา รวมถึงนักท่องเที่ยวที่มุ่งหน้าสู่อาณาจักรกลางหุบเขาของ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
อุทยานแห่งนี้เป็นอุทยานชาติแห่งแรกของประเทศไทย มีอายุครบ 40 ปีบริบูรณ์ไปเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2545 และกำลังจะก้าวไปสู่ทศวรรษที่ 5 พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงอย่างน่าตกใจ สิ่งก่อสร้างผุดขึ้นรอบบริเวณและยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยั้ง พร้อมๆ กับการเปิดบริการนักท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ บ้านพัก 36 หลัง 85 ห้อง รองรับผู้เข้าพักได้ 253 คน ค่ายพักแรมอีก 9 ค่าย จุคนได้ 401 คน สถานที่กางเต็นท์ 2 แห่ง รองรับนักท่องเที่ยวได้ไม่ต่ำกว่า 1,400 คน ประมาณคร่าวๆ ว่า ในช่วงเทศกาลจะมีคนที่ขึ้นมาใช้ชีวิตอยู่บนเขาใหญ่ไม่ต่ำกว่า 2,000 คน ไม่ต่างจากการยกเมืองขนาดย่อมๆ มาไว้กลางป่า ลองคิดต่อไปว่าวันหนึ่งๆ คนมากมายขนาดนี้จะเบียดเบียนทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างไรบ้าง เริ่มตั้งแต่การใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค... น้ำเหล่านั้นมาจากไหน ปริมาณรถที่นักท่องเที่ยวใช้เดินทางไปยังจุดต่างๆ ภายในอุทยานจะสร้างผลกระทบเพียงใด และสุดท้ายสิ่งที่พวกเขาทิ้งไว้ คือ 'ขยะ' ปริมาณมหาศาล... ไม่รู้ว่าจะต้องลงทุนอีกสักเท่าไหร่ในการกำจัดขยะเหล่านี้
ความเสียหายเหล่านี้ยังไม่รวมถึงการที่สัตว์ป่ามากินขยะ จนเกิดอันตรายถึงชีวิต หรือกิจกรรมส่องสัตว์ในแต่ละคืน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่มีรถออกให้บริการนับสิบคัน คืนละถึง 2 รอบ เปลี่ยนอุทยานแห่งชาติให้กลายเป็นการแสดงแสงเสียงหย่อมๆ ได้เลยทีเดียว
สี่ทศวรรษกับการจัดการพื้นที่อนุรักษ์ภายใต้รูปแบบของอุทยานแห่งชาติ โดยกรมป่าไม้ในอดีต และส่งต่อถึงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ความเสื่อมโทรมที่เกิดขึ้น อันมีประจักษ์พยานอยู่ทั่วประเทศ น่าจะมีน้ำหนักพอให้ทบทวน...

อุทยานเพื่อการอนุรักษ์
นับแต่ตั้งกรมป่าไม้ในปี พ.ศ.2439 พื้นที่ป่าในประเทศไทยลดลงถึงครึ่งหนึ่งในยุคของการสัมปทาน กระแสการอนุรักษ์จึงเริ่มเกิดขึ้นจากอิทธิพลของแนวคิดทางตะวันตก และการจัดการป่าในรูปแบบ 'อุทยานแห่งชาติ' ก็เป็นรูปธรรมอันหนึ่งตามแนวคิดดังกล่าว
"ความจริงแนวความคิดที่เข้ามาในเมืองไทยระยะแรก เราสงวนป่าไว้เป็นเกมปาร์ค เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ แต่แนวความคิดเรื่องการอนุรักษ์ มีอิทธิพลจากองค์กรระดับโลก บีบบังคับให้รัฐบาลไทยต้องอนุรักษ์ป่า ฉะนั้น การอนุรักษ์ป่ามันจึงเป็นกระแสที่บอกว่าถ้าคุณจะทำอุตสาหกรรมป่าไม้ คุณต้องอนุรักษ์ป่า" ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ จากศูนย์อบรมวนศาสตร์ชุมชน ให้ข้อมูลหลังจากเตรียมการมาหลายปี และมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติในปี พ.ศ.2504 'เขาใหญ่' ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาพนมดงรัก ในส่วนที่เรียกว่าดงพญาเย็น ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด คือ ปราจีนบุรี นครนายก นครราชสีมา และสระบุรี ก็ได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกในประเทศไทย ในปี พ.ศ.2505
"หลักการจัดการอุทยานของเรา มีต้นแบบมาจากสหรัฐอเมริกา ตอนนั้นเป็นแห่งแรกของโลก เมื่อเราทำเลียนแบบเขา ก็ต้องทำให้เหมือน ส่วนที่เป็นประวัติศาสตร์ ก็อนุรักษ์เอาไว้ ตอนผมไปบุกเบิก ปี 2504-2505 บนเขาใหญ่มีทุ่งโล่ง เป็นป่าหญ้าคาอยู่หลายแห่ง เพราะก่อนหน้านั้น ชาวบ้านจากนครนายกขึ้นไปทำไร่พริก ไร่ข้าว ทุ่งหญ้าคานี้ทุกปีจะมีนายพรานไปเผาให้มันอยู่ เมื่อสัตว์ลงมากิน แล้วเขาก็จะดักยิงกวาง" บุญเรือง สายศร หัวหน้าอุทยานเขาใหญ่คนแรก ย้อนเหตุการณ์ในอดีต "พอเป็นอุทยาน ผมก็พยายามรักษาทุ่งนี้ไว้เหมือนเดิม ถือเป็นการรักษาประวัติศาสตร์ และยังเป็นที่ที่สัตว์ป่าลงมากินหญ้า แต่หลังๆ หัวหน้าหน่วยแต่ละคนก็มีนโยบายต่างๆ กันไป บางคนเห็นว่าควรปล่อยให้เป็นป่าทึบ ถ้าทำอย่างนั้น พวกกวาง เก้ง สัตว์บางชนิดก็จะไม่มีแหล่งอาหาร" อดีตหัวหน้าอุทยานเขาใหญ่สองสมัย แสดงความเห็นในเวลานั้นนอกจากการประกาศป่าเขาใหญ่เป็นอุทยานแห่งแรกแล้ว อีกไม่กี่ปีก็มีประกาศ 'เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ' เป็นแห่งแรก และประกาศพื้นที่อนุรักษ์ตามมาอีกหลายแห่ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในช่วงรอยต่อของยุคสัมปทานกับยุคอนุรักษ์ ผู้บริการกรมป่าไม้แตกออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มอนุรักษ์และกลุ่มเศรษฐกิจ ซึ่งเครื่องมือของกลุ่มอนุรักษ์ ก็คือ การประกาศอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า "เพื่อที่จะคุ้มครองไม่ให้ป่าไม้ถูกสัมปทาน ก็เลยใช้กรอบตรงนี้ประกาศเขตป่าอนุรักษ์เป็นการใหญ่ โดยไม่ได้ดูว่าพื้นที่ที่ประกาศนั้นมันเหมาะสมหรือไม่" ดร.เพิ่มศักดิ์ ตั้งข้อสังเกตพร้อมให้เหตุผลว่า "การประกาศพื้นที่คุ้มครอง หรือพื้นที่อนุรักษ์ของประเทศไทย เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ในหลักการคุณต้องศึกษาธรรมชาติของสัตว์ และต้องประกาศแหล่งที่มันเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ อุทยานแห่งชาติก็เหมือนกัน มันมีหลักการอยู่ แต่นี่เอาแผนที่มาแล้วก็ขีดเลย" นักวิชาการป่าไม้ท่านนี้ ยกตัวอย่างการประกาศพื้นที่อนุรักษ์ที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ อาทิ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง "ตอนประกาศบอกว่ามีสิงโต สิงโตไม่มีในป่าเมืองไทย หรือแถวศรีษะเกษ แถวเทือกเขาบรรทัด บอกมีกูปรี มองไม่เห็นเลย รอยเท้าก็ไม่เห็น อุจจาระก็ไม่เห็น พอไปดูบอกอพยพข้ามเขมรไปแล้ว แต่ว่าน่าจะมี ก็ประกาศไปเลย ใช้วิธีการอย่างนี้"
ถึงเวลานี้รูปแบบการจัดการป่าอนุรักษ์มากกว่าครึ่งหนึ่ง จึงเกิดขึ้นในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ยิ่งไปกว่านั้นยังพบว่าทั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ แทบจะไม่เคยมีการศึกษาวิจัยถึงประชากรพืชและสัตว์ จึงทำให้ไม่มีฐานข้อมูลในการติดตามการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศที่เกิดขึ้นตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ตลอดจนเพื่อวัดประสิทธิภาพในการจัดการป่าในรูปแบบที่ยืมมาจากตะวันตก ที่สำคัญ นอกจากจะไม่มีหลักฐานว่าการจัดการพื้นที่อนุรักษ์ที่ใช้มาหลายทศวรรษเหมาะสมกับสภาพป่าเมืองไทยหรือไม่ การประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ ยังถูกใช้เพื่อแย่งชิงอำนาจในการจัดการจากชุมชนซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่ามาหลายชั่วอายุคน
หลังยกเลิกสัมปทานในปี พ.ศ.2532 กรมป่าไม้ก็เร่งประกาศพื้นที่อนุรักษ์ โดยในระยะเวลา 10 กว่าปี มีการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติมากถึง 80 แห่ง เพิ่มขึ้นจาก 26 ปีที่ผ่านมาซึ่งมีไม่ถึง 50 แห่ง การเร่งประกาศโดยใช้ภาพถ่ายทางอากาศเป็นเครื่องมือ ทำให้มีการประกาศทับลงไปบนพื้นที่ของชุมชนเป็นจำนวนมาก และส่งผลให้มีชาวบ้านอาศัยอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์เกือบ 5 แสนครอบครัว
"ในกฎหมาย เขียนไว้ว่าให้ประชาชนมาแจ้งใน 90 วัน แต่ใครจะมาแจ้ง การมาแจ้งที่ทำการกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรืออำเภอ บางทีเดิน 3 วันยังไม่ถึงเลย ก็ไม่มีใครมาแจ้ง ก็ถือว่าไม่อ้างสิทธิ ก็หมดสิทธิไป" ดร.เพิ่มศักดิ์ ชี้ปัญหา
ดังนั้น ในปัจจุบันพื้นที่อนุรักษ์เกือบทุกแห่ง จึงกลายเป็นเวทีของความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ความรุนแรงของการใช้กฎหมาย มีตั้งแต่การจับกุม รื้อเผาที่พักอาศัย ไปจนถึงอพยพชุมชน ในที่สุดก็เกิดเป็นความบาดหมาง ไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน
ซ้ำภาวะความขัดแย้งนี้ยังลุกลามไปสู่ชาวบ้านด้วยกันเอง หลายลุ่มน้ำถูกแบ่งแยกเป็นคนต้นน้ำกับปลายน้ำ อาทิ ในกรณีของชาวบ้านในอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งกลายเป็นปัญหาเรื้อรังมากว่าทศวรรษ
นอกจากนี้ ยังมีความขัดแย้งของผลประโยชน์ในท้องถิ่น เนื่องจากหลายพื้นที่เคยเป็นที่ทำมาหากินของชาวบ้านบริเวณนั้น เช่น ร้านค้าใกล้น้ำตก แต่หลังจากประกาศเป็นพื้นที่อนุรักษ์ กรมป่าไม้จะเข้ามาบริหารจัดการ และให้ผู้ประกอบกิจการรายใหม่เข้ามาแทน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครือญาติของเจ้าหน้าที่เอง
ฮัจยีหมัดโหด ละใบแด ผู้นำชุมชนวังประจัน ซึ่งเป็นชุมชนดั้งเดิมที่อาศัยและทำกินมาก่อนการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติทะเลบัน กล่าวในการเปิดเวทีป่าไม้สัญจร ว่า 'ทะเลบัน' คือพื้นที่ทำกินของบรรพบุรุษชาววังประจัน อ.ควนโดน จ.สตูล หมู่บ้านนี้มีอายุกว่า 200 ปี ต่อมาเมื่อรัฐประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตอุทยานแห่งชาติทะเลบันในปี 2523 ซ้อนทับที่ทำกินของชาวบ้าน ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งที่หาข้อยุติไม่ได้ แม้ชาวบ้านจะร้องเรียนเพื่อขอความเป็นธรรม หรือแม้กระทั่งมีความพยายามที่จะสร้างข้อตกลงในการกำหนดแนวเขตที่ทำกินกับพื้นที่อุทยานให้ชัดเจนหลายต่อหลายครั้ง แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จ ปัญหาความไม่เข้าใจระหว่างเจ้าหน้าที่อุทยาน และชาวบ้านยิ่งบานปลาย จนเกิดเหตุการณ์รุนแรงถึงขั้นเผาอุทยานในปี 2541
จากบทเรียนอันเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ฮัจยีหมัดโหด สรุปว่า "เงื่อนไขสำคัญที่ส่งผลให้ปัญหายิ่งทวีความรุนแรงหรือคลี่คลายลงได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักสองส่วน คือ หนึ่ง คุณธรรมและวิสัยทัศน์ของเจ้าหน้าที่อุทยาน สอง นโยบายของรัฐบาล ซึ่งเป็นเสมือนหัวใจหลักในการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศ หากเป็นนโยบายที่ดีและมีความต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงหัวหน้าอุทยานไปเป็นใครก็ตาม ความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่อุทยานและชุมชนจะอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน"
ศักราชนี้แม้ว่าประวัติศาสตร์การจัดการทรัพยากรจะเริ่มหน้าใหม่ ภายใต้ร่มของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งรัฐมนตรีว่าการ ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประกาศจะสร้างมิติใหม่ของการบริหารจัดการทรัพยากรที่เน้นการมีส่วนร่วมแทนการปราบปราม โดยได้เสนอจัดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำทั่วประเทศ และแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่อนุรักษ์ โดยมีการจัดโครงการอุทยานนำร่อง ซึ่งอุทยานแห่งชาติทะเลบันก็เป็นกรณีหนึ่ง แต่ในภาพรวม นโยบายของรัฐบาลที่เน้นการท่องเที่ยว กำลังจะผลักดันอุทยานแห่งชาติไปในทิศทางตรงกันข้าม สิ่งที่ต้องคิดกันต่อ ก็คือ ถ้าวาระสำคัญของประเทศ คือ การฟื้นความอุดมสมบูรณ์และเพิ่มพื้นที่ป่า เพื่อลดความรุนแรงจากภัยธรรมชาติ สภาพการณ์ของอุทยานแห่งชาติในวันนี้ จะช่วยให้ภารกิจนี้สำเร็จลุล่วงไปได้หรือไม่และอย่างไร

อนุรักษ์เพื่อการท่องเที่ยว
'เขาใหญ่' ปีที่ 40 เป็นอุทยานเพื่อการท่องเที่ยวอับดับหนึ่งของประเทศ มีคนเดินทางมาที่นี่ปีละกว่าหนึ่งล้านสามแสนคน และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ประวัติ โวหารดี หัวหน้าอุทยานเขาใหญ่คนปัจจุบัน กล่าวว่า ทางอุทยานได้จัดให้มีการจัดเวทีเพื่อให้ข้อมูลความรู้แก่นักท่องเที่ยว มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ 13-14 เส้นนำนักท่องเที่ยวสู่การท่องเที่ยวในอุทยานอย่างเป็นระบบ
"ขยะที่นักท่องเที่ยวทิ้งแล้วกวางมากิน เราก็ทำฝาครอบ แต่ตอนหลังกวางเปิดฝาได้ ตอนนี้ผมก็เลยให้เขามาเก็บขยะตอนเย็น แล้วเราก็รณรงค์ไม่ให้คนขับรถเร็ว หรือให้อาหารลิง เพราะจะทำให้ลิงปีนต้นไม้ไม่เป็น ระบบนิเวศจะเปลี่ยน ลิงจะไม่ได้ดึงผลไม้จากยอดไม้ ซึ่งเมื่อหลุดมือจะกลายเป็นอาหารสัตว์อื่น หรืองอกเป็นต้นใหม่" สิ่งก่อสร้างต่างๆ นั้น หัวหน้าอุทยาน บอกว่า มีการโซนนิ่ง ทุกอย่างเป็นไปตามแผนแม่บท ซึ่งการท่องเที่ยว ถือเป็นส่วนหนึ่งตามวัตถุประสงค์ของการจัดการอุทยานที่ต้องการให้คนทั่วไปได้ใช้พักผ่อนหย่อนใจและศึกษาหาความรู้
อย่างไรก็ดี อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ก็เช่นเดียวกับที่อื่นๆ แม้ว่าจะมีการพูดถึงรูปแบบที่เหมาะสมในการจัดการท่องเที่ยวในเขตอุทยานว่าจะต้องไม่เบียดเบียน หรือเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ จนเกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศโดยรวม โดยเฉพาะกับป่าเขาใหญ่ ซึ่งถือเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญของแม่น้ำมูล แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำบางปะกง แต่จนปัจจุบันอุทยานแต่ละแห่งก็แทบจะไม่มีการศึกษาขีดจำกัดของพื้นที่ในการรองรับนักท่องเที่ยว เพื่อจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวเลย ปัญหาการขาดแคลนน้ำ การจัดการขยะ การเปลี่ยนสภาพธรรมชาติเพื่อปลูกสร้างอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว

การลดลงของสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จึงเป็นปัญหาร่วมในหลายพื้นที่ซึ่งเกือบทั้งหมดสืบเนื่องจากวิธีการจัดการพื้นที่อนุรักษ์ของรัฐเอง
ที่ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ห่างจากเขาใหญ่หลายร้อยกิโลเมตร ปัจจุบันกำลังเกิดปัญหาเช่นเดียวกัน
เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทางอุทยานได้เริ่มไถปรับพื้นที่ ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ปลูกป่าของหน่วยจัดการต้นน้ำแม่กลางมากว่า 10 ปี เพื่อทำเป็นลานกางเต็นท์ไว้รองรับนักท่องเที่ยว ทั้งที่ในปี พ.ศ.2540 กรมปศุสัตว์และโครงการหลวง เคยขอใช้พื้นที่บริเวณนี้ตั้งศูนย์ผลิตน้ำเชื้อพ่อโคพันธุ์ แต่ได้รับการต่อต้าน "อุทยานมาขอความร่วมมือกับชมรมจอมทองให้คัดค้าน อ้างว่า พื้นที่ล่อแหลมต่อระบบนิเวศ ควรอนุรักษ์ไว้เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร แต่ตอนนี้กลับมาทำลายเสียเอง" ประพัฒน์ เรืองคำฟู ประธานชมรมอนุรักษ์จอมทอง กล่าว
นอกจากอุทยานที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับต้นๆ จากการศึกษาของ รศ.สมชาย เตชะพรหมพันธุ์ จากมหาวิทยาลัยบูรพา ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ระบุว่าอุทยานแห่งชาติ 7 แห่งที่ได้ทำการศึกษา ประกอบด้วย เขาแหลมหญ้า หมู่เกาะช้าง น้ำตกพริ้ว เขาคิชฌกูฎ เขาชะเมา-เขาวง ทับลาน ปางสีดา ต่างก็มีภาวะเสี่ยงและภาวะคุกคามอุทยานแห่งชาติคล้ายคลึงกัน คือ การควบคุมปริมาณนักท่องเที่ยวไม่ได้
"ในพื้นที่อนุรักษ์ ไม่ว่าจะเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรืออุทยานแห่งชาติ ไม่ใช่ไม่ให้มนุษย์ไปแตะต้องมัน คือ คุณใช้ได้ แต่ใช้อย่างไรให้มันคงทนยั่งยืน ในลักษณะของปัจจุบันมันน่ากลัวที่ว่าเวลาเราบอกว่าจะส่งเสริมการท่องเที่ยว มันกลายเป็นว่าเพื่อให้มีเงินเข้ากระเป๋า เพื่อให้มีเงินเข้าประเทศมาก เราดูเรื่องคงทนถาวรของทรัพยากรเป็นเรื่องรองไปแล้ว" วีรวัธน์ ธีรประสาธน์ ประธานมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ให้ความเห็น ก่อนจะฟันธงว่า"การไปสร้างอะไรเยอะๆ การให้เข้าไปเที่ยวในเขตรักษาพันธุ์ นั่นแหละคือความผิดเพี้ยนของความคิดเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ"
ลุงปลิว สินปรุ หนึ่งในทีมบุกเบิกเขาใหญ่ซึ่งทำงานกับอุทยานแห่งนี้มาหลายสิบปี เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงจากประสบการณ์ของตนเองว่า "สมัยก่อนเวลาผ่านขับรถลงไปในเมือง ยังเจอสัตว์หลายชนิด บางทีเราเงียบๆ ขับรถลงไปเจอกระทิง เจอเสือที่มันมาตามกวาง แต่เดี๋ยวนี้รู้สึกกระทิงกับเสือไม่ค่อยเจอแล้ว เสียงรถ เสียงอะไร" ลุงปลิวเล่า ขณะที่กำลังเตรียมอาหารให้กับนักศึกษาที่มาพักในค่ายสุรัสวดี อาคาร 2 ชั้น พร้อมลานจอดรถที่โอบล้อมด้วยผืนป่า
แม้ว่าความเสื่อมโทรมของทรัพยากรในเขตอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ จะไม่สามารถหาผลงานวิชาการชิ้นใดมายืนยันได้ เนื่องจากไม่เคยมีการศึกษาอย่างจริงจัง แต่ด้วยประสบการณ์ของคนที่อาศัยอยู่ในเขตป่าและรอบบริเวณ ต่างเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นด้วยความเป็นห่วง บางคนตั้งข้อสังเกตว่ากรมป่าไม้ (เดิม) เพียงแต่เปลี่ยนแนวทางในการหาประโยชน์จากป่า จากที่เคยเพ่งเล็งไปที่เนื้อไม้ผ่านระบบการสัมปทาน มาเป็นการขายภาพทิวทัศน์ในเขตอุทยาน ในลักษณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว หรือการอนุญาตให้มีการเข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์ ซึ่งอย่างหลังตัวเลขในปี พ.ศ.2543 ระบุว่า กรมป่าไม้มีรายได้จากค่าธรรมเนียมไม่ถึงหนึ่งแสนบาท แต่กลับต้องแลกกับความเสียหายของธรรมชาติ อย่างในกรณีของอ่าวมาหยา
"มันมีระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วยการถ่ายทำภาพยนตร์ในเขตอุทยานแห่งชาติ ชัดเลยว่าจะต้องไม่มีการเปลี่ยนสภาพ แต่ทุกครั้งที่เราเห็นมันจะมีการไปตกแต่ง ไปเปลี่ยนสภาพ ซึ่งมันผิด เพราะฉะนั้นการเข้าไปในอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์ มันมีเงื่อนไขที่รัดกุมมาก แต่บางคนพยายามที่จะบิดเงื่อนไขซะว่าเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว หรือเพื่อการศึกษาวิจัย" วีรวัธน์ อดีตหัวหน้าอุทยานทุ่งใหญ่นเรศวร กล่าว
สถานการณ์วิกฤติของพื้นที่อนุรักษ์ทั่วประเทศ นอกจากการตัดไม้ทำลายป่าแล้ว จึงขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐและแนวคิดในการบริหารจัดการของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นสำคัญ
หลายปีที่ผ่านมากลุ่มบุคคลที่ได้ชื่อว่ามีบทบาทอย่างมากในการกำหนดทิศทางการจัดการพื้นที่อนุรักษ์ ก็คือ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแต่ละแห่ง, อธิบดีกรมป่าไม้ (เดิม) ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
ภายใต้โครงสร้างที่รวมศูนย์อำนาจเช่นนี้ มีจุดอ่อนก็คือนอกจากจะไม่สามารถสร้างความร่วมมือในการรักษาผืนป่าได้แล้ว ทั่วทุกหัวระแหงยังเต็มไปด้วยการเลือกปฏิบัติ
ชาวบ้านเก็บหาของป่า ต้องโทษจำคุก แต่อุทยานหลายต่อหลายแห่งกลับมีขบวนการมอดไม้ดำเนินการอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ชุมชนในพื้นที่อนุรักษ์ถูกอพยพ ขณะที่กรณีบ้านสามหลังที่เขื่อนศรีนครินทร์ คดีกลับไม่มีความคืบหน้า
ประตูทางออกของปัญหาที่เคยมีกลุ่มคนเหล่านี้ถือกุญแจอยู่แต่ผู้เดียว จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเพิ่มจำนวนผู้ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่ประเทศไทยมีพื้นที่อนุรักษ์ถึง 138 แห่ง เป็นพื้นที่บนบก 114 แห่ง พื้นที่ชายฝั่งทะเล 24 แห่ง และมีแผนที่จะขยายต่ออีกไปอีกในอนาคต
ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ป่าธรรมชาติที่เหลืออยู่ คือ ความมั่นคงในชีวิตของทุกคน

จากหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจรายวัน ศุกร์ 18 ต.ค.45

 

 


คู่มือเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

เราเรียนรู้ธรรมชาติ ก็เพื่อที่จะได้รู้ถึงถิ่นที่มาของชีวิต รู้ว่า หากปราศจากธรรมชาติ ชีวิตก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ คู่มือเล่มนี้นับเป็นบทเริ่มต้นสำหรับการเรียนรู้ศึกษาธรรมชาติ และใช้ชีวิตร่วมกันอย่างกลมกลืน รายละเอียด คลิกที่นี่


 

มูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
มูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เลขที่ 84 อาคารรัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท ์ถ.อู่ทองนอก เขตดุสิต กรุงเทพฯ 0-2628-5226-7 ต่อ111, โทร 0-2628-5379, โทรสาร 0-2628-5499, 10300

84 Geneal Prem Tinsulanonda Statesman Builiding, U Thong Nok Road, Dusit, Bangkok 10300
e-mail: evergreen@khaoyai.org