|
|
การประเมินมูลค่าเศรษฐกิจและมาตรการส่งเสริมการอนุรักษ์ธรรมชาติ
กรณีศึกษาอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ หน้า 3
บทสรุป จากผลการศึกษาสรุปได้ว่า
- การตั้งค่าธรรมเนียมการเข้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ยังต่ำกว่าที่ควรจะทำได้
- การอุดหนุนของรัฐอยู่ในระดับไม่เพียงพอที่จะรักษาสภาพของอุทยานฯ ให้ยั่งยืน
แม้ว่าจะได้รวมค่าธรรมเนียมที่เก็บในอัตราปัจจุบันเข้าไว้แล้วก็ตาม
- การลงทุนของรัฐเพื่อการศึกษาทางชีวะและธรรมชาติวิทยา ตลอดจนสภาพของระบบนิเวศน์ของเขาใหญ่อยู่ในสภาพที่เรียกได้ว่า
อนาถา
- การบุกรุกอุทยานฯ และการลอบดักสัตว์ (ถึงแม้จะลดลงไปแล้ว เพราะการกวดขันของเจ้าหน้าที่
ประกอบกับชาวบ้านหันไปมีอาชีพในเมืองมากขึ้น) เป็นปฏิกิริยาที่เกิดจากการที่ชาวบ้านต้องสูญเสียรายได้ที่มีมาแต่เดิมในการหาของป่า
และเมื่อรัฐจัดตั้งอุทยานฯ ซึ่งก่อประโยชน์ให้กับคนทั้งชาติ ชาวบ้านที่สูญเสียเหล่านี้ก็ไม่ได้รับการชดเชย
ในรูปของโอกาสการจ้างงานและรายได้ ดังนั้น การจัดตั้งอุทยานฯ นับเป็นมาตรการที่มีผลกระทบทางลบต่อผู้มีรายได้ต่ำ
แต่เป็นการเพิ่มสวัสดิการแก่ผู้มีรายได้สูง และเป็นการถ่ายเทเอาความมั่งคั่งของชาวบ้านไปสู่ผู้มีอันจะกินมากกว่า
เช่น นักท่องเที่ยว ร้านอาหาร บริษัททัวร์ และเจ้าของโรงแรม ประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญที่รัฐต้องเข้าใจและเห็นใจชาวบ้าน
เพื่อจะได้สามารถหามาตรการที่ลดความขัดแย้งในการใช้และการรักษาป่า และหามาตรการที่ทำให้มีผลกระทบต่อชาวบ้านน้อยที่สุด
ข้อเสนอแนะในเชิงนโยบาย
- รัฐบาลควรเพิ่มค่าธรรมเนียมผ่านเข้าอุทยานฯ สำหรับคนไทยจากเดิม 5 บาทต่อคนต่อครั้ง
เพิ่มขึ้นเป็น 20 บาทต่อคนต่อครั้ง ในสมมติฐานที่ว่า นักท่องเที่ยวจำนวน
1 ล้านคนที่มาเขาใหญ่ ร้อยละ 27 จะไม่ยอมมา เพราะไม่ยอมจ่ายค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นในอัตราค่าธรรมเนียมที่เปลี่ยนไป
เขาใหญ่ยังจะมีรายได้จากค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนถึง 15 ล้านบาท
ซึ่งจะเพียงพอที่จะให้บริการและรักษาป้องกันเขาใหญ่ นอกจากนี้ อุทยานฯ
ยังสามารถเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นสำหรับผู้ที่ต้องการพักแรมอีก จากการสำรวจพบว่า
นักท่องเที่ยวที่มาพักแรมยินดีจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น 4 บาทต่อวัน
- สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ควรจะมีการเก็บค่าธรรมเนียมผ่าเข้าอุทยานฯ
เพิ่มขึ้นเป็น 50 บาทต่อคนต่อครั้ง การเก็บค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันระหว่างคนท้องถิ่น
และชาวต่างชาติเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันอยู่ในหลายประเทศ เช่น จีน เคนย่า
และคอสตาริกา ทั้งนี้เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติมีรายได้ รสนิยม และความยินดีที่จะจ่ายแตกต่างไปจากคนท้องถิ่น
- นอกเหนือจากการเพิ่มค่าธรรมเนียมผ่านเข้าอุทยานฯ เจ้าหน้าที่อุทยานฯ
สามารถเพิ่มรายได้ให้แก่อุทยานฯ โดยการเพิ่มบริการใหม่ๆ เช่น ที่พักที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำ
มีการปรับปรุงการให้บริการในเรื่องอาหาร และมีการให้บริการยานพาหนะระหว่างทางเข้าอุทยานฯ
กับศูนย์บริการนักท่องเที่ยว และมีการเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับแต่ละบริการ
- หากรัฐบาลจะปรับปรุงบริการให้ดีขึ้น โดยจัดทุนบำรุงถนน ติดป้ายประกาศทิศทางและเส้นทางเดินป่าที่ดี
รักษาความสะอาดของห้องน้ำและถังขยะ เพิ่มข้อมูลและวิธีการให้ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ
ขยายแหล่งท่องเที่ยวไปในบริเวณที่ควบคุมได้ จัดพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ นักท่องเที่ยวจะยินดีจ่ายค่าเข้าชมอุทยานฯ
เป็น 40 บาทต่อคนต่อครั้ง สำหรับผู้มีรายได้น้อยอุทยานฯ ควรประกาศให้วันหยุดประจำปีบางวันเป็นวันที่เข้าชมอุทยานฯ
ได้โดยไม่คิดค่าธรรมเนียม เช่น วันเด็ก วันพ่อ วันแม่ วันกรรมกร วันปีใหม่
เป็นต้น
- ทางอุทยานฯ ควรประมูลการขายอาหาร น้ำ และเครื่องดื่ม เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่อุทยานฯ
- อุทยานฯ ควรออกกฎให้ผู้ขายอาหารและน้ำในอุทยานฯ เรียกเก็บค่ามัดจำ ขวดพลาสติก
กระป๋อง ที่บรรจุเครื่องดื่มที่บริการในอุทยานฯ เพื่อให้นักท่องเที่ยวนำภาชนะเหล่านี้มาคืนเพื่อรับมัดจำเพื่อลดปริมาณขยะ
ทั้งนี้ผู้ประมูลขายอาหารและน้ำจะต้องรับเงื่อนไขในการรับและจ่ายคืนมัดจำ
และขนขวดเปล่าออกนอกอุทยานฯ
- คณะวิจัยเห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่จะจัดตั้งกองทุนเพื่อการอนุรักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
เพื่อระดมทุนจากประชาชน จากการศึกษาพบว่า มีประชาชนไทยในเขตเทศบาลและสุขาภิบาลทั่วประเทศ
ยินดีจ่ายรวมกันถึง 3,000 ล้านบาทต่อปี โดยกองทุนดังกล่าวอาจจะจัดตั้งโดยรัฐบาลหรือองค์กรเอกชนอิสระ
(NGOs) ก็ได้ แต่จะต้องมีระเบียบในการจัดการ และมีการจัดสรรเงินในการใช้จ่ายอย่างชัดเจน
การประเมินมูลค่าเศรษฐกิจ หน้า [
1 ] [ 2 ] [ 3 ] [
4 ]
กลับสารบัญ งานวิจัยกับเขาใหญ่
|


คู่มือเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
เราเรียนรู้ธรรมชาติ ก็เพื่อที่จะได้รู้ถึงถิ่นที่มาของชีวิต
รู้ว่า หากปราศจากธรรมชาติ ชีวิตก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ คู่มือเล่มนี้นับเป็นบทเริ่มต้นสำหรับการเรียนรู้ศึกษาธรรมชาติ
และใช้ชีวิตร่วมกันอย่างกลมกลืน รายละเอียด คลิกที่นี่
|