|
|
การประเมินมูลค่าเศรษฐกิจและมาตรการส่งเสริมการอนุรักษ์ธรรมชาติ
กรณีศึกษาอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ หน้า 2
ผลการศึกษา (ต่อ)
- โดยเฉลี่ยแล้ว นักท่องเที่ยวชาวไทยยินดีที่จะจ่ายค่าธรรมเนียมผ่านเข้าอุทยานฯ
เป็นจำนวนเงินถึง 22 บาทต่อคนต่อครั้ง โดยไม่ทำให้ความพอใจของนักท่องเที่ยวลดลง
- คุณค่าของเขาใหญ่สามารถตีค่าได้ ในรูปเงินที่ประชาชนยินดีเสียสละเพื่อจัดตั้งกองทุนอนุรักษ์เขาใหญ่
สำหรับการสำรวจความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวชาวไทย เกี่ยวกับความยินดีที่จะบริจาคเงินเพื่อสมทบกองทุน
เพื่อการอนุรักษ์เขาใหญ่เอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้ใช้ประโยชน์ และเพื่อตัวเองซึ่งอาจจะได้มาใช้เขาใหญ่โดยตรงในอนาคต
ผลของการศึกษาพบว่า นักท่องเที่ยวไทยยินดีที่จะบริจาคเงินสมทบกองทุนฯ โดยเฉลี่ยปีละ
730 บาทต่อคน
- ในกลุ่มของประชาชนทั่วไปที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองที่ไม่เคยมาใช้ประโยชน์จากเขาใหญ่โดยตรง
มีความยินดีที่จะจ่ายเงินบริจาคเพื่อสมทบกองทุนเพื่อการอนุรักษ์เขาใหญ่โดยเฉลี่ย
183 ต่อคนต่อปี
- เมื่อรวมมูลค่าทางเศรษฐกิจของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ทั้งหมด ทั้งกลุ่มผู้ใช้อุทยานฯ
และไม่เคยใช้อุทยานฯ เลย พบว่ามีมูลค่ากว่า 3 พันล้านบาทต่อปี ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ
10 เขาใหญ่จะมีมูลค่าปัจจุบันถึง 30,000 ล้านบาท แต่เนื่องจากการสำรวจทำในเขตเทศบาลและสุขาภิบาลเท่านั้น
เนื่องมาจากข้อจำกัดในด้านการเดินทางและงบประมาณที่มีจำกัด ดังนั้น มูลค่าของเขาใหญ่ในความเห็นของคนไทยทั้งประเทศย่อมจะสูงกว่านี้อีก
- เมื่อคิดบนสมมติฐานที่ว่า รายได้ประชาชาติ (GNP) มีอัตราการเพิ่มขึ้นร้อยละ
8 ต่อปี และความยืดหยุ่นของรายได้เท่ากับ 0.3 มูลค่าทางเศรษฐกิจของอุทยานฯ
จะเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 2.4 ต่อปี
- จากการสำรวจความพอใจที่มีต่อการให้บริการของอุทยานฯ พบว่า นักท่องเที่ยวต้องการให้มีการปรับปรุงให้บริการข่าวสาร
และให้ข้อมูลเกี่ยวกับอุทยานฯ มากขึ้น เพิ่มจำนวนและความสะอาดของห้องสุขา
เพิ่มปริมาณถังรองรับขยะ และที่สำคัญทางอุทยานฯ หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ
ควรจะมีการปรับปรุงถนนให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
- นักท่องเที่ยวชาวไทยยินดีที่จะจ่ายค่าธรรมเนียมผ่านเข้าอุทยานฯ เพิ่มขึ้นจาก
5 บาทเป็น 22 บาทต่อคนต่อครั้ง ถึงแม้ว่าบริการทุกอย่างของอุทยานฯ ยังเหมือนเดิม
แต่ในกรณีถ้าทางอุทยานฯ มีการปรับปรุงการให้บริการให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จากการสำรวจพบว่า นักท่องเที่ยวยินดีที่จะจ่ายค่าธรรมเนียมผ่านเข้าอุทยานฯ
เพิ่มขึ้นเป็น 44 บาทต่อคนต่อครั้ง
- กว่าร้อยละ 70 ของนักท่องเที่ยวไทย มีความต้องการให้ทางอุทยานฯ พัฒนาบริการท่องเที่ยวประเภทใหม่ๆ
เพิ่มขึ้น กล่าวคือ ต้องการให้มีห้างสำหรับดูสัตว์ สะพานแขวนหรือสถานที่สำหรับดูนก
ต้องการให้พัฒนาจุดท่องเที่ยวใหม่ๆ มากขึ้น และร้อยละ 50 ต้องการให้มีบริการยานพาหนะจากปากทางเข้าอุทยานฯ
ไปยังศูนย์บริการนักท่องเที่ยว และให้มีการขยายและพัฒนาสถานที่กางเต็นท์ให้มีอุปกรณ์พร้อมสำหรับการตั้งค่าย
โดยที่นักท่องเที่ยวยินดีที่จะจ่ายค่าบริการสำหรับบริการแต่ละประเภทที่เพิ่มขึ้น
โดยไม่คิดรวมกับค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานฯ
- ในปัจจุบันรายได้ที่ได้จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านเข้าอุทยานฯ จากยานพาหนะปีละประมาณ
3 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 80 ของรายได้ทั้งหมดที่ได้จากการดำเนินการ ซึ่งในปีที่สำรวจพอเพียงสำหรับการบำรุงรักษาถนน
อย่างไรก็ตาม ในแต่ละปีมีรถบรรทุกเข้ามาใช้เส้นทางผ่านอุทยานฯ ปีละประมาณ
3,000 คัน คิดเป็นรายได้ที่ได้จากการจัดเก็บค่าผ่านทางได้เพียง 90,000
บาทต่อปี หรือร้อยละ 3 ของรายได้ทั้งหมดที่ได้จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียม
ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับความเสียหายที่เกิดขึ้น จากการที่ให้รถบรรทุกเข้ามาวิ่งผ่านทาง
กล่าวคือ น้ำหนักของรถบรรทุกจะทำให้ถนนชำรุดเร็วขึ้น และอาจก่อให้สัตว์ป่าเกิดอุบัติเหตุ
นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดมลภาวะทางเสียงและอากาศขึ้นภายในอุทยานฯ อาจจะมีผลกระทบไปถึงพืชพันธุ์
และวิถีการดำรงชีวิตของสัตว์ป่า
- สำหรับรายได้ที่ชาวบ้านในหมู่บ้านโดยรอบอุทยานฯ จะได้จากการท่องเที่ยวจากการเป็นลูกหาบ
และมีมัคคุเทศก์ในการเดินป่ายังนับว่าต่ำมาก เพราะยังมีผู้นิยมน้อยอยู่
- ในส่วนของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งมีประมาณร้อยละ 1.5 ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวเขาใหญ่ทั้งหมด
จากการสำรวจพบว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติมีความยินดีที่จะจ่ายค่าธรรมเนียมผ่านเข้าอุทยานฯ
เพิ่มขึ้นจากเดิม 5 บาทเป็น 125 บาทต่อคนต่อครั้ง ในกรณีที่อุทยานฯ ไม่มีการปรับปรุงบริการใดๆ
เลย สำหรับในกรณีที่อุทยานฯ มีการปรับปรุงบริการต่างๆ ที่มีอยู่ให้ดีขึ้น
นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติยินดีที่จะจ่ายค่าธรรมเนียมผ่าเข้าอุทยานฯ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย
143 บาทต่อคนต่อครั้ง
- จากการสำรวจพบว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาใช้อุทยานฯ โดยตรง มีความยินดีที่จะจ่ายเงินบริจาคเพื่อสมทบกองทุนฯ
โดยเฉลี่ย 551 บาทต่อคนต่อปี และสำหรับชาวต่างชาติที่ไม่เคยไปใช้บริการของเขาใหญ่เลย
มีวามยินดีที่จะจ่ายเงินสมทบกองทุนฯ โดยเฉลี่ย 121 บาทต่อคนต่อปี
- เมื่อคิดต้นทุนค่าเสียโอกาสของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งมีพื้นที่ป่าไม้ทั้งสิ้น
1.36 ล้านไร่ โดยการสมมติว่ามีการนำผลผลิตจากป่าไปจำหน่ายประมาณมูลค่าปัจจุบันได้ถึง
1,650-3,300 ล้านบาท สำหรับต้นทุนค่าเสียโอกาสของที่ดิน เมื่อทำการประเมินจากราคาที่ดินในบริเวณรอบๆ
อุทยานฯ ในปัจจุบันราคาเฉลี่ยเท่ากับ 20,000 บาทต่อไร่ นั่นหมายถึงว่า
ต้นทุนค่าเสียโอกาสของที่ดินของอุทยานฯ อย่างน้อยที่สุดมีมูลค่าถึง 28,000
ล้านบาท
- การจัดตั้งและรักษาพื้นที่อุทยานฯ ย่อมมีผลกระทบต่อสังคมโดยรอบที่เคยได้รับผลประโยชน์จากอุทยานฯ
กล่าวคือ ก่อให้เกิดการสูญเสียรายได้และโอกาสในการหาของป่า จากการศึกษาพบว่าการสูญเสียดังกล่าวของชาวบ้านรอบๆ
เขาใหญ่คิดเป็นมูลค่าประมาณ 165-330 ล้านบาทต่อปี
การประเมินมูลค่าเศรษฐกิจ หน้า [
1 ] [ 2 ] [ 3 ] [
4 ]
กลับสารบัญ งานวิจัยกับเขาใหญ่
|


คู่มือเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
เราเรียนรู้ธรรมชาติ ก็เพื่อที่จะได้รู้ถึงถิ่นที่มาของชีวิต
รู้ว่า หากปราศจากธรรมชาติ ชีวิตก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ คู่มือเล่มนี้นับเป็นบทเริ่มต้นสำหรับการเรียนรู้ศึกษาธรรมชาติ
และใช้ชีวิตร่วมกันอย่างกลมกลืน รายละเอียด คลิกที่นี่
|